ชวนจิบชายามบ่ายกลางเมืองใหญ่ พร้อมดินเนอร์สไตล์ผู้ดีอังกฤษ - Urban Creature

มาจิบชายามบ่ายสไตล์ผู้ดีอังกฤษกันเถอะ ! 

หลายคนน่าจะคุ้นๆ หูกันมาบ้างกับคำว่า Afternoon Tea ที่กลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติกันอย่างต่อเนื่องของชาวอังกฤษเลยก็ว่าได้ เราจึงจะพานั่งไทม์แมชชีน ไปที่ห้วงเวลานั้นคือ ค.ศ. 1660 กลุ่มราชวงศ์และชนชั้นสูงมักนิยมดื่มชากันมาอย่างช้านาน ต้องบอกก่อนว่าการจิบชาของพวกเขาก็ได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งจีนเช่นกัน ซึ่งในตอนนั้นยังไม่มีพิธีรีตองอะไรมากนักหรือไม่ได้ยึดถือธรรมเนียมนั่นเอง 

จนมาเข้าช่วงยุคศตวรรษที่ 17 Afternoon Tea เพิ่งจะก่อร่างสร้างตัวขึ้น มีการจิบชายามบ่ายกันจริงจัง โดยคนที่คิดและเริ่มธรรมเนียมนี้คือ ‘แอนนา’ ผู้หญิงสูงศักดิ์ชาวอังกฤษ และเป็นดัสเชสแห่งเบดฟอร์ดในปี 1840 หากพูดแบบบ้านๆ คือ บ้านของแอนนานั้นจะกินและเสิร์ฟมื้อเย็นตรงเวลาเป็นประจำคือ 2 ทุ่ม ก่อนจะถึงเวลานั้นเป็นใครท้องไม่ร้องเพราะความหิวบ้าง?

แอนนาก็เช่นกัน ท้องเธอมักจะร้องช่วงเวลา 4 โมงเย็น เธอจึงมักบอกให้แม่บ้านเอาของว่างขึ้นมาเสิร์ฟถึงห้อง ซึ่งในถาดจะมีทั้ง ชา ขนมปัง เนย และแซนด์วิชที่มีไส้ประกบอยู่ตรงกลาง ตอนนั้นเขาเรียกกันว่า Earl of sandwich และขนมเค้กต่างๆ อีกทั้งแอนนามักจะชอบชวนเพื่อนๆ มาจิบชานั่งคุยกันในเวลานี้เสมอ ทำให้วัฒนธรรมจิบชายามบ่ายแพร่หลายไปอย่างรวดเร็วในหมู่ของผู้หญิงอังกฤษชั้นสูง รวมไปถึงการแต่งตัวไปเยือนบ้านเพื่อนๆ ในช่วงบ่ายก็มีเอกลักษณ์ โดยหญิงเหล่านั้นจะแต่งชุดเดรสยาว พร้อมถุงมือ และหมวกเก๋ๆ นอกจากมื้อบ่ายกรุบกริบแล้ว นี่แค่รองท้องเท่านั้นเอง ต้องหอบเอาความหิวไปทุ่มไว้ที่มื้อเย็นกันดีกว่า

Harrods หอบกลิ่นอายดินเนอร์สไตล์อังกฤษมาไว้กลางเมือง

นอกจากการจิบชายามบ่ายแล้ว การดินเนอร์ของชาวอังกฤษก็น่าหลงใหลไม่ใช่น้อย ทำให้แฮร์รอด ยกร้านอาหารจากประเทศอังกฤษมาตั้งไว้ที่ไทย ซึ่งได้เชฟอย่าง Nicolas Bourel มาสร้างสรรค์เมนูให้ถูกปาก และถูกอกถูกใจผู้ที่ได้มาลิ้มลอง ในฉบับที่เราไม่ต้องบินลัดฟ้าไปถึงลอนดอน ก็ได้สัมผัสมื้อค่ำกับอาหาร Western Food สไตล์ British นอกจากความคิดสร้างสรรค์ที่เชฟมีแล้ว ยังใส่ความพิถีพิถันตั้งแต่การคัดเลือกวัตถุดิบยันขั้นตอนการปรุง แค่เห็นหน้าเชฟพร้อมคอนเซปต์ ทำเอาเราเริ่มจับช้อนส้อม ตั้งตารอกับเมนูแรกกันแล้ว เริ่มกันที่เมนูเรียกน้ำย่อย หรือ Appetizer กันก่อนเลย

Spicy Scallop and Mash

เปิดด้วยจานแรก สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือหอยเชลล์ตัวใหญ่มาก มันคือ Spicy Scallop and Mash ที่นำหอยเชลล์มาย่างให้มีกลิ่นหอม เสร็จแล้วราดด้วยซอส เมื่อกระทบลิ้นครั้งแรกจะมีความเผ็ดเล็กน้อย เพราะซอสที่นำมาราดนั้นได้จากพริกแห้งผัดกับเนย ทำให้มีความหอมเพิ่มขึ้นอบอวนไปทั่วทั้งปาก อีกทั้งเสิร์ฟพร้อมมันบดเนื้อเนียนละเอียด ตอนแรกคิดว่าเหมือนมันบดทั่วไปแต่จานนี้นุ่ม ละมุน เสมือนกินครีม อย่างไรอย่างนั้น

Bager and Mash 

รูปทรงไม่ได้แปลกตาอะไรมาก แต่เนื้อในของ ‘ไส้กรอกหมู’ ถูกอัดแน่นไปด้วยสมุนไพร เครื่องเทศ และพริกไทยหลากหลาย และที่พิเศษกว่านั้นคือไม่มีส่วนผสมของกลูเตนอีกด้วย จะกินแต่ไส้กรอกอย่างเดียวคงจะไม่คล่องคอ เชฟได้ทำการราดซอสหอมใหญ่ ที่ถูกผสมรวมมากับเบอร์รี่และมันบด ที่เนื้อเนียนละเอียดเช่นเดิม แต่ครั้งนี้มันบดจะมีกลิ่นหอมจากน้ำมันเห็ดทรัฟเฟิลอ่อนๆ รวมๆ คือไม่เลี่ยนอย่างแน่นอน เวลากินต้องกัดไส้กรอกและเสริมด้วยมันบด สำหรับคนที่ไม่ชอบสมุนไพร กลัวว่าจะขมหรือมีกลิ่นแรง บอกได้คำเดียวว่าไม่ต้องกังวล เพราะไส้กรอกชิ้นนี้ถูกคลุกเคล้ากันมาอย่างพอดีและลงตัว

Truffle Cappuccino 

กินมาถึงจานนี้ยอมรับว่าเริ่มอิ่มเล็กน้อย ได้ยินมาแว่วๆ ว่ากว่าจะถึงเมนูหลักต้องผ่านอีกสองจานไปก่อน ไม่เป็นไรเพื่อการได้สัมผัสถึงความเป็นผู้ดีอังกฤษยามค่ำคืน เราจึงต้องสู้ และชิมให้ครบทุกรสชาติที่เชฟได้ลงมือทำ ถ้วยนี้เป็นเมนูซุปกันบ้าง ‘ซุปครีมเห็ด’ ใครที่ชอบเห็ดทรัฟเฟิลไม่ควรพลาด เพราะจะได้กลิ่นจากน้ำมันเห็ดอย่างละมุน ใครที่เคยกินซุปเห็ดที่จางๆ มา หากได้ชิมจะรับรสถึงความเข้มข้น และเนื้อเห็ดที่มีกลิ่มหอมในแบบตัวเอง บนหน้าซุปเป็นฟองนมที่ใช้การตีด้วยไอน้ำจนเกิดความหอมหวาน กินกับซุปได้และไม่รู้สึกเลี่ยน เพราะมีขนมปังกรอบไว้ตัดเลี่ยนนั่นเอง

Diver Scallops & Mango Salad 

จานสุดท้ายสำหรับ Appetizer แล้ว มาสไตล์เฮลท์ตี้กันบ้างกับ ‘สลัดผักสดเสิร์ฟพร้อมหอยเชลล์ U.S’ หอยเชลล์ถูกนำไปเซียร์พอประมาณ ผักและหอยอาจจะดูธรรมดาไป แต่น้ำสลัดนี่สิที่เป็นตัวเต็งของจานนี้ต่างหาก น้ำสลัดบัลซามิก ที่ให้รสเปรี้ยวจากน้ำส้มสายชูที่ผ่านการหมักจากผลไม้ ซึ่งวิธีนี้ทำให้สลัดมีกลิ่นหอมแบบธรรมชาติ และมอบความสดชื่นให้กับคนกินมากกว่าเคย อีกอย่างที่ทำให้จานนี้สดใสขึ้น คือ มะม่วงน้ำดอกไม้ของไทย กินกับสลัดและน้ำสลัดรู้สึกแปลกตาไปอีกแบบ

เข้าถึงช่วงเวลากินมื้อหนักๆ กันบ้างแล้ว เราเดินทางมาถึง Main Course หรืออาหารจานหลักกันแล้วล่ะ ดังนั้นเราขอเน้นไปที่เมนูเนื้อๆ กันบ้างกับ ‘Beef Wellington’ เป็นเมนูที่ค่อนข้างหากินได้ยากในบ้านเราพอสมควร ซึ่งเชฟใช้เนื้อสันใน ราดด้วยปาเต ฟัวกรา และดักเซล แถมยังมีเห็ดสับละเอียด จากนั้นจะม้วนนำไปห่อในพัฟเพสตรี เข้าเตาอบทั้งชิ้น ทำให้เนื้อมีความละมุนลิ้น ชุ่มฉ่ำน้ำ อีกทั้งเข้ากันดีมากกับซอสไวน์มาเดรา เพื่อให้มีความหวานเล็กน้อยเข้ากับเนื้อสันใน

อีกหนึ่งเมนูหลักที่ได้ลิ้มลองต้องยกให้ ‘Deluxe Fish & Chips’ จานนี้มีสายเลือดจากประเทศอังกฤษโดยตรง เพราะใช้ปลาค็อคแอตแลนติกชุบแป้งไม่ธรรมดา เพราะเป็นแป้งหมักเบียร์จากนั้นนำลงไปทอดจนเหลืองกรอบ และนุ่มใน มีคู่เคียงเป็นมันฝรั่งทอด กับซอส 4 สหาย คือซอสมะเขือเทศ ซอสทาทาร์ ถั่วบด และน้ำส้มสายชูข้าวมอลต์ รสชาติแปลกลิ้นแต่กินกับปลาช่างลงตัว

เมนูที่บอกเพื่อนๆ ไปทั้งหมดนั้น ถือว่าแค่เรียกน้ำย่อยเท่านั้น เพราะทาง Harrods ยังรังสรรค์เมนูให้เลือกอีกมากมาย คัดสรรวัตถุดิบที่ดีที่สุดและรสชาติใกล้เคียงกับที่ลอนดอนเลยล่ะ แถมราคาไม่แรง ใครๆ ก็สามารถสัมผัสทั้งรสชาติของอาหาร และบรรยากาศดินเนอร์ฉบับผู้ดีอังกฤษได้ รู้แบบนี้แล้วไปสัมผัสรสชาติที่สุดจะบรรยายได้ที่ Harrods Paragon ชั้น G สยามพารากอน หรือที่ Harrods The Plantation Rooms ชั้น 2 เซ็นทรัลเอ็มบาสซี และ Harrods Cafe ชั้น G เอ็มควอเทียร์ เอาเป็นว่าหากมีโอกาสได้ไปเดินเล่นแล้ว หลายคนที่อาจเคยมองว่า Harrods เป็นแค่ร้านขนม ต้องลองเดินเข้าไปดูเมนูอาหารมีสไตล์คอนเทมโพรารีออลเดย์ไดนิง ที่รอให้ทุกคนลิ้มลอง… 

Writer

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.

Max. file size: 256 MB.