‘เยอรมนี’ ประเทศที่รีไซเคิลขยะมากที่สุดในโลก - Urban Creature

คนส่วนใหญ่คงรู้อยู่แล้วว่า ‘การแยกขยะ’ หรือ ‘การรีไซเคิลขยะ’ นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายประเทศทั่วโลกผลักดันนโยบายเรื่องนี้มานานแล้ว และจำนวนไม่น้อยสามารถเปลี่ยนการแยกขยะให้เป็นความรับผิดชอบและวิถีชีวิตของประชาชนทุกคนได้สำเร็จ

‘เยอรมนี’ ถือเป็นหนึ่งในต้นแบบของการจัดการและการรีไซเคิลขยะ เพราะข้อมูลปี 2021 ระบุว่า เยอรมนีคือประเทศที่รีไซเคิลขยะมากที่สุดในโลก นั่นคือมากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนขยะทั้งหมดที่ประเทศผลิตออกมา

Urban Creature อยากพาทุกคนไปหาคำตอบว่า เยอรมนีทำอย่างไรถึงกลายเป็นดินแดนที่ยืนหนึ่งเรื่องการนำของเสียและวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ ผ่านการสำรวจนโยบายและโครงการที่เข้มแข็งของภาครัฐ ไปจนถึงการให้ความสำคัญเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมของภาคประชาชน

01 | นโยบายจัดการขยะที่เข้มแข็ง

เยอรมนี ประเทศที่แยกขยะและรีไซเคิลขยะมากที่สุดในโลก

รัฐบาลเยอรมนีมีส่วนสำคัญในการกำหนดทิศทางการจัดการขยะ รวมไปถึงการรีไซเคิลขยะภายในประเทศ เหตุผลหนึ่งมาจากการออกกฎหมายและนโยบายที่เข้มแข็ง ทำให้ภาคส่วนต่างๆ และประชาชนมีส่วนร่วมในการแยกขยะอย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามนโยบายหลักที่เยอรมนีใช้ควบคุมและจัดการขยะภายในประเทศ ได้แก่

1) ‘Packaging Ordinance (1991)’ หรือ ‘กฤษฎีกาว่าด้วยบรรจุภัณฑ์’ คือกฎหมายฉบับแรกของเยอรมนีที่กำหนดให้บรรดาผู้ผลิตสินค้าต้องจัดการขยะของแพ็กเกจจิ้งต่างๆ ซึ่งรวมทั้ง ‘บรรจุภัณฑ์ขั้นที่หนึ่ง (Primary Packaging)’ ที่ห่อหุ้มตัวสินค้าเพื่อป้องกันไม่ให้ตัวสินค้าเสียหาย, ‘บรรจุภัณฑ์ขั้นที่สอง (Secondary Packaging)’ ที่ห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์ขั้นที่หนึ่งมาอีกทีเพื่อป้องกันความเสียหายและเพิ่มมูลค่าให้กับตัวสินค้า สุดท้ายคือ ‘บรรจุภัณฑ์เพื่อการขนส่ง (Shipping Packaging)’ ซึ่งเป็นบรรจุภัณฑ์ที่ใช้เก็บรักษาและขนส่งตัวสินค้านั่นเอง

รัฐบาลเยอรมนีมองว่า แพ็กเกจจิ้งหลายรูปแบบนี้ก่อให้เกิดขยะจำนวนมหาศาลที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จึงกำหนดให้บริษัทต่างๆ แยกและรวบรวมขยะแพ็กเกจจิ้งเพื่อนำกลับมารีไซเคิลต่อไป 

ถัดมาในปี 2019 ทางการได้แทนที่กฤษฎีกาด้วย ‘Packaging Act’ หรือ ‘พระราชบัญญัติว่าด้วยบรรจุภัณฑ์’ ซึ่งมีเป้าหมายเพิ่มอัตรารีไซเคิลขยะแพ็กเกจจิ้งที่สูงกว่าเดิม แต่ก็ยังมีการบังคับให้ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์ชำระค่าธรรมเนียมการรีไซเคิลเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม บรรดาบริษัทต่างๆ ต้องลงทะเบียนกับ Central Agency Packaging Register เพื่อความโปร่งใส่ในการดำเนินงาน เพราะผู้ผลิตเหล่านี้ต้องรายงานข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณและวัสดุของแพ็กเกจจิ้งให้หน่วยงานนี้เป็นประจำด้วย

2) Green Dot System (1991) เยอรมนีไม่ได้แก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ปลายทางอย่างแพ็กเกจจิ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่พวกเขายังให้ความสำคัญตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต โดยกำหนดให้ผู้ผลิตต้องติด ‘Green Dot’ หรือ ‘ฉลากสีเขียว’ นอกบรรจุภัณฑ์เพื่อระบุว่าสินค้าชิ้นนี้จะถูกส่งต่อไปยังโรงงานรีไซเคิลต่อไป แต่ก่อนที่ผู้ผลิตจะติดเจ้าจุดสีเขียวบนสินค้าได้ พวกเขาต้องจ่ายค่าธรรมเนียมให้ ‘Dual System Germany’ หน่วยงานที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการจัดการขยะเสียก่อน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเอกชนรวบรวมขยะแพ็กเกจจิ้งจากครัวเรือนต่างๆ ควบคู่ไปกับระบบเก็บขยะของเทศบาลได้

ที่สำคัญ กลยุทธ์ Green Dot ของเยอรมนียังเป็นต้นแบบในการจัดการขยะให้กับประเทศยุโรปอื่นๆ ด้วย โดยปัจจุบันมีมากกว่า 130,000 บริษัทใน 23 ประเทศยุโรปที่นำระบบนี้ไปใช้ และมีบรรจุภัณฑ์มากกว่า 460 พันล้านชิ้นที่มาพร้อมฉลากสีเขียวนี้

3) Closed Substance Cycle and Waste Management Act (1996) คือพระราชบัญญัติที่ขยายให้ครอบคลุม Packaging Ordinance โดยกำหนดให้ ‘ผู้ผลิต’ ‘ผู้ค้า’ และ ‘ผู้บริโภค’ ต้องมีส่วนรับผิดชอบในมิติต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการขยะ ไม่ว่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการสร้างขยะ การนำสิ่งของกลับมาใช้ใหม่ การรีไซเคิล รวมไปถึงการกำจัดของเสียที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

กฎหมายฉบับนี้ยังกระตุ้นให้ภาคธุรกิจคิดใหม่ทำใหม่เกี่ยวกับระบบการผลิตของตัวเอง เพื่อทำให้แน่ใจว่าสินค้าส่วนใหญ่ผลิตมาจากวัสดุที่รีไซเคิลได้ รวมไปถึงส่งเสริมผลิตภัณฑ์ที่ก่อให้เกิดของเสียในอัตราที่ต่ำ และสามารถกำจัดขยะได้ด้วยวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เราจึงไม่แปลกใจที่เยอรมนีจะมีสินค้าที่ทำจากวัตถุดิบทางธรรมชาติและย่อยสลายได้ทางชีวภาพมากขึ้นเรื่อยๆ 

สามนโยบายที่เล่ามานับว่าสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับการจัดการขยะของเยอรมนีอย่างมาก ทำให้อัตราการรีไซเคิลขยะในประเทศเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังสร้างความเข้าใจและปลูกฝังวัฒนธรรมการรีไซเคิลให้ประชาชนด้วย

02 | ระบบคัดแยกด้วยถังขยะ 6 สี

เยอรมนี ประเทศที่แยกขยะและรีไซเคิลขยะมากที่สุดในโลก

นอกจากการใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการรีไซเคิลขยะทั่วประเทศแล้ว เยอรมนียังมีมาตรการคัดกรองวัสดุเหลือใช้ด้วยการใช้ถังขยะสีต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการคัดแยกและรีไซเคิลขยะได้ในทุกๆ วัน 

สำหรับประเทศไทย หลายคนคงเคยเห็นถังขยะ 3 ประเภท (ขยะเปียก, ขยะรีไซเคิล, ขยะทั่วไป) แต่เยอรมนีค่อนข้างให้ความสำคัญกับขั้นตอนนี้ ทำให้ทั่วประเทศมีถังขยะมากถึง 6 สี เพื่อคัดแยกประเภทขยะที่หลากหลาย ได้แก่

– ถังสีเหลือง สำหรับทิ้งขยะพลาสติก อะลูมิเนียม กระป๋อง กล่องเครื่องดื่ม
– ถังสีน้ำเงิน สำหรับทิ้งกระดาษแข็งและกระดาษทั่วไป เช่น นิตยสาร หนังสือพิมพ์ 
– ถังสีน้ำตาล/สีเขียว สำหรับทิ้งเศษอาหาร ขยะออร์แกนิก
– ถังขยะสีดำ สำหรับทิ้งขยะที่ขายต่อ บริจาค หรือรีไซเคิลไม่ได้ เช่น ก้นบุหรี่ ผ้าอ้อมใช้แล้ว กระดาษรองอบใช้แล้ว ทิชชูใช้แล้ว

ส่วนถังขยะสำหรับทิ้งขวดแก้วแบ่งเป็นสามประเภท ได้แก่

– ถังสีขาว (Weißglas) สำหรับทิ้งขวดแก้วแบบใส
– ถังสีน้ำตาล (Braunglas) สำหรับทิ้งขวดแก้วสีน้ำตาล
– ถังสีเขียว (Grunglas) สำหรับขวดแก้วสีเขียว แดง และน้ำเงิน

แต่สำหรับขยะประเภทแบตเตอรี่หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ ชาวเยอรมันไม่สามารถทิ้งในถังขยะที่กล่าวมาข้างต้นได้ เพราะพวกเขาต้องทิ้งขยะเหล่านี้ตามจุดทิ้งขยะที่กำหนด โดยส่วนใหญ่ตั้งอยู่ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านจำหน่ายอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และร้านขายวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ

มากไปกว่านั้น ในเยอรมนียังมีศูนย์รีไซเคิล (Recycling Center) ตั้งอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งคอยทำหน้าที่แยกขยะประเภทต่างๆ โดยประชาชนสามารถนำขยะชิ้นใหญ่ไปทิ้งที่ศูนย์เหล่านี้ได้ เช่น วัสดุก่อสร้าง ต้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ พรม และฟูกที่นอน

มาตรการแยกขยะโดยประชาชนช่วยให้รัฐบาลกลางประหยัดงบประมาณในการกำจัดและจัดการของเสีย อีกทั้งยังช่วยลดการปนเปื้อนของวัสดุรีไซเคิลได้อย่างมาก เพราะถ้าขยะรีไซเคิลล็อตไหนมีการปนเปื้อนหรือได้รับความเสียหาย แปลว่าขยะทั้งล็อตนั้นอาจไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทั้งหมด จนอาจกลายเป็นขยะที่สร้างมลพิษให้สิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม

เราคิดว่าปัจจัยสำคัญที่สุดที่ทำให้ระบบแยกขยะมีประสิทธิภาพคือ การที่เยอรมนีบังคับให้ประชาชนแยกขยะ หากไม่แยกขยะหรือทิ้งขยะในถังขยะผิดประเภทแล้วถูกจับได้ บุคคลนั้นๆ ต้องจ่ายค่าปรับหลายร้อยถึงหลายพันยูโรเลยทีเดียว 

03 | โครงการฝากขวดที่จูงใจให้คนหันมารีไซเคิล

เยอรมนี ประเทศที่แยกขยะและรีไซเคิลขยะมากที่สุดในโลก

ออกกฎหมายการทิ้งขยะ เตรียมถังขยะหลากประเภทให้ รณรงค์ให้ประชาชนแยกขยะแล้วยังไม่พอ เยอรมนียังมีโครงการ ‘Pfand’ หรือ ‘Deposit Refund System’ เพื่อส่งเสริมให้ผู้คนส่งคืนขวดและกระป๋องประเภทต่างๆ โดยเฉพาะ

ระบบการทำงานของโครงการนี้คือ เมื่อผู้บริโภคซื้อขวดน้ำจากซูเปอร์มาร์เก็ตหรือจุดจำหน่ายขนาดเล็ก (Kiosk) พวกเขาต้องจ่าย ‘ค่ามัดจำ’ เพิ่มเติมจากค่าเครื่องดื่ม และจะได้ค่ามัดจำคืนเมื่อนำขวดไปคืนที่ร้านค้าหรือเครื่องรับคืนขวดอัตโนมัติทั่วประเทศ 

ขวดน้ำที่เข้าร่วมโครงการนี้จะติดโลโก้หรือชื่อโครงการไว้บริเวณข้างขวด โดยแบ่งประเภทของบรรจุภัณฑ์ที่ต้องจ่ายค่ามัดจำเป็นสองประเภท ได้แก่

1) ขวดน้ำที่ใช้ซ้ำได้ (Multi-use Bottles) คือขวดน้ำที่มักทำมาจากแก้วหรือพลาสติกที่มีความหนา ซึ่งขวดน้ำเหล่านี้นำมาใช้ซ้ำได้มากถึง 50 ครั้งก่อนนำไปรีไซเคิล เช่น ขวดแก้วไร้แอลกอฮอล์ ขวดเบียร์ ขวดพลาสติกชนิดหนา แก้วใส่โยเกิร์ต เป็นต้น ขวดประเภท Multi-use มีค่ามัดจำอยู่ระหว่าง 0.08 – 0.25 ยูโร หรือราว 3 – 9 บาทต่อขวด

2) ขวดและกระป๋องใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Bottles and Cans) คือขวดน้ำที่มีพลาสติกบางและกระป๋องทั่วไป ใช้งานได้หนึ่งครั้งก่อนนำไปรีไซเคิลในขั้นตอนต่อไป ค่ามัดจำของขวดประเภท Single-use อยู่ที่ 0.25 ยูโร หรือราว 9 บาทต่อขวด

ส่วนขวดที่ไม่อยู่ในโครงการ Pfand ได้แก่ ขวดไวน์ ขวดสุรา ขวดที่ผลิตในต่างประเทศ และขวดนมและน้ำผลไม้ ประชาชนต้องนำขวดเหล่านี้ไปทิ้งในถังขยะสีเหลืองอย่างที่ได้อธิบายไปข้างต้น

เยอรมนีเริ่มใช้นโยบาย Pfand มาตั้งแต่ปี 2003 และถือเป็นหนึ่งโครงการรีไซเคิลขยะที่ประสบความสำเร็จของประเทศ เพราะ Thomas Fischer หัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจหมุนเวียนขององค์กรไม่แสวงหากำไร Environmental Action Germany เปิดเผยว่า ก่อนปี 2003 เยอรมนีมีจำนวนบรรจุภัณฑ์ใช้แล้วทิ้งประมาณ 3 พันล้านกล่องที่ถูกทิ้งอยู่ตามสิ่งแวดล้อมทุกๆ ปี แต่ข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2021 ระบุว่า เยอรมนีมีอัตราการคืนขวดและกระป๋องสูงกว่า 98 เปอร์เซ็นต์ 

การเก็บค่ามัดจำขวดประเภทต่างๆ ผ่านนโยบาย Pfand จึงเป็นหนึ่งวิธีที่จูงใจให้ประชาชนอยากรีไซเคิลขยะและมีส่วนแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ไม่น้อยเลย

04 | ประเทศที่ยืนหนึ่งเรื่องการจัดการขยะ

เยอรมนี ประเทศที่แยกขยะและรีไซเคิลขยะมากที่สุดในโลก

นโยบายและโครงการต่างๆ ที่เล่ามาคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เยอรมนีเป็นประเทศท็อปฟอร์มด้านการจัดการและการรีไซเคิลขยะมากที่สุดในโลก เพราะข้อมูลล่าสุดเมื่อปี 2021 ระบุว่า เยอรมนีรีไซเคิลขยะได้มากถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนขยะทั้งหมดที่ประเทศผลิตออกมา ทำให้ประเทศนี้ลดปริมาณขยะได้มากถึง 1 ล้านตันต่อปี

แต่ความสำเร็จที่ได้มานี้ ไม่ได้เกิดจากข้อกำหนดที่เข้มงวดจากภาครัฐเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงภาคประชาชนส่วนใหญ่ที่ให้ความร่วมมือ ใช้ชีวิตอย่างรอบคอบเพื่อลดปริมาณขยะและปกป้องสิ่งแวดล้อมให้ได้มากที่สุด

เยอรมนี ประเทศที่แยกขยะและรีไซเคิลขยะมากที่สุดในโลก

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการคัดแยกและรีไซเคิลขยะแล้ว รัฐบาลเยอรมนียังลงมือแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมในมิติอื่นๆ เช่น สั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทั่วประเทศ ผลักดันนโยบายพลังงานหมุนเวียน ขึ้นภาษีน้ำมันปิโตรเลียม ขยายเครือข่ายระบบขนส่งสาธารณะและเลนจักรยาน เป็นต้น ส่วนชาวเยอรมันก็เปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองด้วยเช่นกัน เช่น เลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดพลังงาน กินอาหารออร์แกนิกและมังสวิรัติ เพราะการผลิตอาหารประเภทนี้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ หรือบางคนเลือกเดินทางด้วยขนส่งมวลชนและจักรยานเพียงอย่างเดียวโดยไม่พึ่งพารถยนต์ส่วนตัวเลย

จากการมุ่งมั่นและเอาจริงเอาจังในเรื่องการจัดการขยะที่ขับเคลื่อนกันมาอย่างยาวนาน บวกกับการร่วมมือกันอย่างแข็งขันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนนี่เอง ที่ทำให้เยอรมนีได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ยั่งยืนที่สุด รวมไปถึงเป็นต้นแบบในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้หลายๆ ประเทศ

Sources : 
All About Berlin | t.ly/sxQR
BORGEN Magazine | t.ly/8R4w
Deutschland.de | shorturl.at/CGHK8
DW | shorturl.at/bjvx5
Earth911 | t.ly/NC5K
Earth.Org | t.ly/4ccR
Handbook Germany | shorturl.at/FLMT4
How to Germany | t.ly/3jFC
Luko | t.ly/jh7t
Simple Germany | shorturl.at/cRSY3
Sustainability | t.ly/8yGG
Tomorrow.City | t.ly/gujJ
Umweltbundesamt | t.ly/-Ohw
World Economic Forum | t.ly/54LE

Writer

SEND YOUR STORY

REQUEST INTERVIEW

ติดตามอ่าน “Urban Creature”
นิตยสารออนไลน์ที่จะทำให้คุณรักเมืองที่คุณอยู่ รักตัวเองมากขึ้นด้วยการเปิดมุมมองและนำเสนอแนวทางการใช้ชีวิตอย่างสร้างสรรค์ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ในการใช้ชีวิต
Better Life. Better Living.
Max. file size: 64 MB.