Copenhagen Eating Guide (Part II) : บุกร้านดัง Fine Dining สุดเก๋ที่โคเปนเฮเกน

กลับมาตามสัญญากับ Copenhagen Eating Guide (Part II) หลังจากที่ได้พาไปตะลุยคาเฟ่ฮิปๆ และฟู้ดมาร์เก็ตเก๋ๆ กันมาแล้ว กลับมารอบนี้ เราจะพามาบุกร้านสวยในสไตล์ไฟน์ไดนิ่ง ที่บอกเลยว่าไม่ได้มีดีแค่อาหาร แต่บรรยากาศร้านและการตกแต่งก็สวยสุดๆ ไปเลย โดยร้านเหล่านี้เราไปมาในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา แล้วอยากจะมาแชร์ความประทับใจและภาพบรรยากาศสวยๆ ให้ทุกคนได้ไปตามกัน

ก่อนอื่นเลยเราต้องขอบอกว่า Food Scene ที่โคเปนเฮเกนเนี่ยมีความคึกคักมากๆ และก็เป็นที่น่าจับตามองมากๆ เช่นกัน ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะ อานิสงส์ของเชฟ René Redzepi เชฟชาวเดนนิชและเจ้าของร้าน Noma ซึ่งได้รับรางวัล 2 ดาวมิชลิน และยังได้รับการโหวตให้เป็นร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลกอยู่บ่อยครั้ง เรียกได้ว่าสร้างปรากฏการณ์ให้กับ Nordic Cuisine ได้อย่างมากทีเดียว

แต่สำหรับไกด์ของเราในครั้งนี้ ต้องขอออกตัวก่อนว่าเราไม่ได้ไปทานที่ Noma เพราะครั้งแรกที่ไปร้านปิดปรับปรุง ส่วนครั้งที่สองที่ไป เราก็จองโต๊ะไม่ทัน แต่ไม่เป็นไร เรามีร้านลูกและเครือญาติของ Noma มาแนะนำ ซึ่งบอกเลยว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

| 108

สำหรับร้านแรกที่เราจะแนะนำคือร้าน 108 อีกหนึ่งร้านของเชฟ René Redzepi ที่เปิดในปี 2016 จะเรียกว่าเป็นร้านลูกของ Noma เลยก็ได้ แต่ถึงแม้ว่าเชฟ René Redzepi จะไม่ได้เป็นเชฟที่นี่ แต่ก็ได้เชฟ Kristian Baumann ที่เป็นมือขวาของเชฟ René สมัยอยู่ที่ Noma มาเป็น Head Chef ให้ สำหรับเรื่องอาหารก็ยังคงคอนเซ็ปต์เน้นวัตุดิบจากธรรมชาติตามฤดูกาล ซึ่งแน่นอนว่าเมนูอาหารทั้ง À la Carte และ Tasting Menu จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาลและวัตถุดิบที่หาได้ในขณะนั้น และ 108 เองก็ได้รับ 1 ดาวมิชลินตั้งแต่ปีแรกที่เปิดร้านเลย

มาพูดถึงเรื่องการตกแต่งกันบ้าง 108 รีโนเวทมาจากโกดังเก่า และได้ทีมงาน SPACE COPENHAGEN มาดูแลเรื่องการตกแต่งซึ่งยังคงเน้นดีไซน์แบบ Scandinavian ปน Industrial นิดๆ น้อยแต่มาก เรียบแต่โก้จริงๆ โดยจะเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์ไม้สีอ่อนสลับเข้ม เน้นความโปร่งสบายด้วยหน้าต่างบานใหญ่ ทำให้ได้รับแสงธรรมชาติ และยังได้ใช้สีเขียว Sea Foam Green มาประดับตกแต่งตามเคาน์เตอร์ต่างๆ ให้มีความสวยงาม และถึงแม้ว่าร้านจะเรียบหรูขนาดไหน แต่เราบอกเลยว่าบรรยากาศจริงๆ มีความ Casual มาก ไม่ได้ต้องเข้ามานั่งทานแบบเกร็งๆ และข่าวดีคือ ร้านนี้เราสามารถ Walk-in เข้าไปได้เลย แต่เราขอแนะนำให้จองไปก่อนดีกว่า เพราะโต๊ะสำหรับ Walk-in นั้นมีจำนวนจำกัด

| Barr

ถัดมาร้านที่สอง เรายังคงวนเวียนอยู่กับร้านในเครือของ Noma เรียกได้ว่าเป็นลูกคนล่าสุดของ Noma เลยก็ได้ แถมยังตั้งอยู่ที่โลเคชั่นเก่าของ Noma อีกแหนะ ร้านนี้ดูแลโดยเชฟ Thorsten Schmidt ที่ได้ชื่อว่าเป็น The Nordic Alchemist และเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มกลุ่ม New Nordic Kitchen ที่พยายามพัฒนาและชาแลนจ์อาหารนอร์ดิกอยู่เสมอ สำหรับชื่อร้าน Barr ในภาษานอร์ดิกแปลว่าข้าวบาร์เลย์ และคงไม่ใช่ความบังเอิญที่ร้านนี้มีจุดเด่นอยู่ที่บาร์เบียร์ และเมนู Beer Pairing ซึ่งทั้งอาหารและเบียร์ของที่นี่จะไม่ได้เน้นแค่พวก Nordic Cuisine เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึง Northern Sea Cuisine ตั้งแต่ไอร์แลนด์ อังกฤษ แถบเบเนลักซ์ เยอร์มัน โปแลนด์ บอลติก และสแกนดิเนเวียเลย

การตกแต่งของที่นี่ยังคงมีกลิ่นอายของ Scandinavian อยู่เช่นเดิม แต่ดูมีความอบอุ่นมากขึ้นจากเพดานกรุไม้ที่อยู่ต่ำลงมา เน้นความรัสติกมากหน่อยจากเฟอร์นิเจอร์ไม้และเคาน์เตอร์ไม้โทนสีอบอุ่น ส่วนเมนูก็มีทั้ง À la Carte พวกอาหารจานเล็กจานน้อยที่เอาไว้ทานกับเบียร์ ไปจนถึง Set Menu ที่สามารถเลือกคราฟท์เบียร์ต่างๆ มาทานคู่กันได้ สำหรับเรื่องคุณภาพอาหาร เราประทับใจในความสดใหม่ของวัตถุดิบมาก สลัดที่เราได้ทานถูกจัดวางมาอย่างสวยงาม เรียกว่าเป็นสลัดที่สวยที่สุดที่เราเคยทานเลยก็ว่าได้ ผักทุกอย่างสดและกรอบมาก ส่วนจานปลาก็เพอร์เฟ็กต์ เป็นอีกหนึ่งร้านที่อยากให้มาลองจริงๆ

| Almanak

พูดถึงร้านในเครือ Noma มาเยอะแล้วคราวนี้เราขอเปลี่ยนบรรยากาศมาพูดถึงร้านอาหารที่อยากแนะนำสำหรับมื้อเที่ยงกันบ้าง ที่นี่คือ Almanak ร้านอาหารสไตล์ Scandinavian ที่ตั้งอยู่ในตึก The Standard ซึ่งจะมีหลายๆ ร้านอาหารรวมกัน (ใครอยากเก็บดาวมิชลินอีกสักดวงขึ้นไปทานที่ STUD!O ชั้นบนได้) จุดเด่นของ Almanak สำหรับเราคือ มื้อเที่ยง ที่เสิร์ฟแซนด์วิชหน้าเปิดหรือ Smørrebrød อาหารขึ้นชื่อของเดนมาร์กในรูปแบบที่แฟนซีมากขึ้นไปจนถึงแฟนซีสุดๆ เลย โดยเราสามารถเลือกหน้าแซนด์วิชที่เราต้องการได้จากในเมนูที่มีหลากหลายออพชั่นให้เลือก แล้วมาลุ้นกันว่าหน้าตาของ Smørrebrød จะออกมาเป็นยังไง ซึ่งมีความแตกต่างจาก Smørrebrød แบบดั้งเดิมอย่างแน่นอน ต้องยกนิ้วชื่นชมเรื่องความครีเอทีฟและการจัดจานที่ดูสวยงามแปลกตามากๆ

นอกจากอาหารแล้ว การตกแต่งของที่นี่ก็ดูสวยงาม หรูหรา ร้านตกแต่งในโทนสีเทา และมีหน้าต่างบานใหญ่ให้แสงธรรมชาติ เฟอร์นิเจอร์ก็จะเน้นโทนสีเทา และยังเลือกใช้เก้าอี้ Beetle Chair จาก GUBI ร้านเฟอร์นิเจอร์ชื่อดังของเดนมาร์ก (ซึ่งอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาเป็นพิเศษในช่วงนี้ เพราะเมืองไทยก็หยิบเอาเก้าอี้ดีไซน์แบบนี้มาแต่งคาเฟ่กันแล้ว) เรียกได้ว่าแค่แวะมาดูการตกแต่งสวยๆ ของร้านก็คุ้มสุดๆ แล้ว

เอาล่ะ ในสุด Copenhagen Eating Guide ของเราก็ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว ใครที่แวะมาเที่ยวที่นี่ เราไม่อยากให้พลาดร้านอาหารดีๆ แบบไฟน์ไดนิ่ง เพราะนอกจากจะได้ทานอาหารที่น่าตื่นตาตื่นใจแล้ว การตกแต่งและบรรยากาศของร้านที่นี่ก็ดูสวยงามไม่แพ้อาหารเลย แถมหลายๆ ร้านก็ไม่ได้ราคาแพงมากอย่างที่คิดนะ ไหนๆ ก็บินมาไกลทั้งที ลองใช้ไกด์นี้เป็นตัวช่วยก็ได้ รับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

Contributor

ณัชชา พัชรเวทิน

Writer

นักเขียนที่คิดถึงเรื่องไลฟ์สไตล์ทุกลมหายใจ ตั้งแต่เรื่อง อาหาร ศิลปะ แฟชั่น และยังมีแพชชั่นกับการเดินทางท่องเที่ยวไปสถานที่ใหม่ๆ เพื่อถ่ายภาพบันทึกวิถีชีวิตของผู้คนและสิ่งรอบตัว เพราะเชื่อว่าภาพถ่ายเป็นสื่อที่สามารถเก็บความประทับใจและความทรงจำได้ดีที่สุดวิธีหนึ่ง