‘ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย’ อาจเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะพื้นที่ห้องสมุดสุดโรแมนติกริมแม่น้ำเจ้าพระยา แต่อีกหนึ่งสิ่งที่คนอาจไม่เคยสังเกตคือ ภายในพื้นที่เดียวกันนี้ยังมี ‘พิพิธภัณฑ์’ คอยให้ความรู้เรื่องเกี่ยวกับเงินตราซ่อนตัวอยู่ด้วย
แถมที่พิเศษไปกว่านั้นคือ ‘พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย’ แห่งนี้ครอบคลุม ‘ห้องมั่นคง’ หรือพื้นที่เก็บรักษาธนบัตรเดิมเมื่อครั้งที่อาคารหลังนี้เคยเป็นโรงพิมพ์ธนบัตร ตั้งแต่ชั้น 2 ไปถึงชั้น B2 ซึ่งอยู่ลึกลงไปใต้แม่น้ำเจ้าพระยากว่า 6 เมตร
ใครที่อยากรู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะสื่อสารเรื่องการเงินให้น่าสนใจผ่านพิพิธภัณฑ์ที่มีส่วนหนึ่งในการจัดแสดงอยู่ใต้แม่น้ำเจ้าพระยาอย่างไร ตาม Urban Creature ไปคุยกับทีมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทีมงานนำชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ในซีรีส์คอนเทนต์ ‘MUSEUM-IN-SIGHT เพ่งพิศพิพิธภัณฑ์’ ตอนที่ 9 พร้อมๆ กัน
เปิดประตูบ้านแบงก์ชาติ

ย้อนกลับไปที่จุดประสงค์ของการก่อตั้ง ‘ศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย’ พื้นที่ 12,900 ตารางเมตรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารโรงพิมพ์ธนบัตรแห่งแรกของประเทศนี้ ‘พี่บี-โสภี สงวนดีกุล’ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้างและบริหารอาคาร ธนาคารแห่งประเทศไทย บอกกับเราว่า หัวใจสำคัญคือการที่ธนาคารฯ ต้องการแสดงบทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้สาธารณชนได้รู้จัก
“แรกเดิมทีธนาคารแห่งประเทศไทยมีอาคารสำนักงานอยู่ที่สุรวงศ์ จึงได้มีการเปิดพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่นั่นในปี 2512 โดยใช้ชื่อว่า ‘พิพิธภัณฑ์เงินตรา’ เพื่อจัดแสดงประวัติของเงินตราต่างๆ ที่มีในประเทศไทย ก่อนจะปิดไปในช่วงปี 2520 แล้วมาเปิดใหม่อีกครั้งที่วังบางขุนพรหมในชื่อ ‘พิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย’ เมื่อปี 2536” ผู้อำนวยการอาวุโสฯ เท้าความถึง 2 ที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ก่อนหน้าภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารฯ

ก่อนที่ตัวโรงพิมพ์ธนบัตรจะย้ายไปตั้งที่พุทธมณฑลสาย 7 ทำให้อาคารหลังนี้ไม่ได้ถูกใช้งาน ทางธนาคารฯ เลยมีแนวคิดที่จะปรับปรุงอาคารให้เป็นศูนย์การเรียนรู้ธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใน และกลับมาเปิดใช้งานอาคารอีกครั้งในปี 2561
ทำให้อาคารแห่งนี้กลายเป็นพื้นที่ที่รวบรวมเรื่องราวการทำหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย และประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในช่วงต่างๆ ที่ประเทศเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ตลอดจนข้อคิดและบทเรียนจากบุคคลต่างๆ ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจและการเงินของประเทศไว้ในพื้นที่เดียว

“ที่นี่รวมแหล่งเรียนรู้สามรูปแบบ ได้แก่ ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ และหอจดหมายเหตุ ซึ่งแต่เดิมกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน” ‘พี่อมร-อมร กมล’ ผู้วิเคราะห์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวเสริม
เมื่อย้ายพิพิธภัณฑ์ฯ มาตั้งอยู่ที่โรงพิมพ์ธนบัตรเก่าซึ่งมีพื้นที่มากกว่าวังบางขุนพรหม ส่งผลให้ทิศทางการเล่าเรื่องของพิพิธภัณฑ์ฯ มีการปรับเปลี่ยนและเพิ่มเติมให้สอดคล้องไปกับตัวอาคารด้วย
“ตอนอยู่ที่วังบางขุนพรหม เราจะเน้นไปที่การเล่าเรื่องของเงินตราและเรื่องของวังเป็นหลัก แต่พอมาอยู่ที่นี่ สิ่งที่เราอยากเพิ่มคือ การนำเสนอบทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยให้มากขึ้น” ความพยายามในการปรับการนำเสนอที่พี่บีบอกกับเรา คือส่วนที่จะได้เห็นในลำดับถัดไป
พิพิธภัณฑ์ที่ใส่ใจผู้คนและความปลอดภัย

เมื่อมาถึงศูนย์การเรียนรู้ฯ สิ่งหนึ่งที่สะดุดตาตั้งแต่ลงจากรถคงหนีไม่พ้นบันไดขนาดใหญ่ที่จะพาเราเข้าสู่ภายในของตัวอาคาร แต่อีกสิ่งที่คนอาจไม่เคยสังเกตคือ ‘หลังคารูปรวงผึ้ง’ ของอาคารที่เป็นเอกลักษณ์ไม่แพ้กัน
“รวงผึ้งคือตราสัญลักษณ์ของศูนย์การเรียนรู้ฯ เรา” ‘พี่นิ่ม-โปรดปราน สถิรอังกูร’ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ให้เราดู ก่อนอธิบายต่อว่า หลังคาทรงโค้งรูปไข่เรียงกันคล้ายรวงผึ้ง นี้เป็นการออกแบบที่มีมาตั้งแต่อาคารหลังเดิม โดยมีฟังก์ชันดูดซับเสียงในขณะที่เครื่องจักรพิมพ์ธนบัตรทำงานอยู่ภายใน เพื่อให้โรงพิมพ์ธนบัตรอยู่ร่วมกับชุมชนรอบข้างได้อย่างสงบสุข

จากนั้นเมื่อเดินผ่านบันไดขึ้นมาก็ถึงเวลาเข้าสู่ตัวศูนย์การเรียนรู้ฯ บริเวณชั้น 2 ของอาคาร และสิ่งแรกที่เราต้องทำคือการตรวจกระเป๋าผ่านเครื่องสแกน
ที่ต้องทำเช่นนี้ ‘พี่ตู่-ภาณุวัฒน์ พุฒพรึก’ ผู้วิเคราะห์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย อีกหนึ่งท่านที่มาเสริมทัพพาเราเดินชมในวันนี้อธิบายว่า เพราะอาคารแห่งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของธนาคารแห่งประเทศไทยที่ต้องปฏิบัติตามข้อกฎระเบียบเพื่อรักษาความปลอดภัย

ขอบเขตนั้นหมายรวมถึงการมีผู้นำชมคอยอธิบายเกี่ยวกับทางหนีไฟและแจ้งเส้นทางฉุกเฉินเหมือนโรงหนัง ก่อนเข้าชมตัวพิพิธภัณฑ์ฯ ทุกครั้ง และในแต่ละชั้นของพิพิธภัณฑ์ฯ จะมีการจำกัดผู้เข้าชมอยู่ที่ชั้นละไม่เกิน 30 คนด้วย
“เนื่องจากพิพิธภัณฑ์ฯ ที่อยู่ใต้แม่น้ำนั้นไม่มีทางออกสู่ด้านนอก เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินสุดท้ายทุกคนต้องขึ้นมายังจุดรวมพลบริเวณด้านบน เราจึงต้องป้องกันไม่ให้เกิดการแออัดจนเกินไป” พี่ตู่อธิบายพลางเดินนำเราเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ฯ ส่วนแรกกับ ‘นิทรรศการโรงพิมพ์ธนบัตร’

กว่าจะมาเป็นธนบัตรสักใบ
ในพื้นที่แรกเราจะได้รับชมวิดีโอว่าด้วยกระบวนการพิมพ์ธนบัตรภายในห้องนิทรรศการโรงพิมพ์ธนบัตร และเมื่อวิดีโอจบลง ตัวม่านของห้องจะค่อยๆ เปิดขึ้นให้เราได้รับชมวิวของแม่น้ำเจ้าพระยาแบบพาโนรามา พร้อมกับการมองเห็นเครื่องจักรพิมพ์ธนบัตรภายในห้องที่ครั้งหนึ่งเคยใช้ผลิตธนบัตรจริง
“ที่สุดท้ายจบด้วยการเปิดม่านให้เห็นแม่น้ำเจ้าพระยา เพราะเราต้องการนำเสนอว่า เงินคือสิ่งสมมติเหมือนกับสายน้ำที่ไหลไปข้างหน้า เคลื่อนตัวจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ และน้ำไม่เคยไหลย้อนขึ้น เหมือนกับเงิน ที่ใดมีดอกเบี้ยสูง เงินก็จะไหลไปที่นั่น” พี่ตู่เล่าถึงหลักการนำเสนอ

ซึ่งภายในห้องนี้เราจะได้พบกับเครื่องจักรพิมพ์ธนบัตรทั้งหมด 3 ขั้นตอน ได้แก่ การพิมพ์สีพื้น โดยใช้เครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ภาพได้ทั้งสองด้านในเวลาเดียวกัน การพิมพ์เส้นนูน ด้วยเครื่องพิมพ์แบบพิเศษที่ใช้แรงกดพิมพ์สูงและหมึกพิมพ์ซึ่งมีความเหนียวหนืดสูง และการพิมพ์เลขหมายและลายเซนต์ ด้วยการพิมพ์แบบพื้นนูน (Letterpress Printing) ที่มาพร้อมหมึกพิมพ์พิเศษ ที่เมื่อส่องภายใต้รังสีเหนือม่วงจะเปลี่ยนเป็นสีส้มเรืองแสงได้
ถือเป็นส่วนที่บอกเล่าเรื่องราวการจัดตั้งโรงพิมพ์ธนบัตร ขั้นตอนและเทคนิคการผลิตธนบัตรที่มีความประณีต และการออกแบบที่สะท้อนถึงเอกลักษณ์ของความเป็นไทยได้อย่างลงตัว

ภายในห้องยังมีรถขนเงินจริงที่จำเป็นจะต้องใช้เจ้าหน้าที่ 2 คนถือกุญแจคนละดอกในการเปิดจัดแสดงรวมอยู่ด้วย เห็นแล้วนึกถึงซีนในหนังฝรั่งที่เห็นกันบ่อยๆ

ปรับปรุงอย่างเข้าใจในห้องมั่นคง
ในระหว่างเดินจากห้องนิทรรศการโรงพิมพ์ธนบัตรเข้าสู่ส่วนถัดไปกับไฮไลต์ของพิพิธภัณฑ์ฯ อย่าง ‘ห้องมั่นคง’ สิ่งหนึ่งที่เราสังเกตเห็นคือ บริเวณผนังของห้องมั่นคงถูกปูด้วยกระเบื้องโมเสกสีเทาอ่อน
พี่บีและพี่นิ่มบอกกับเราว่า กระเบื้องเหล่านี้เป็นกระเบื้องเดิมของตัวอาคาร ไม่ได้มีการปูใหม่ ก่อนที่พี่ตู่จะเล่าต่อถึงสาเหตุที่กระเบื้องบางส่วนในแนวความสูงเดียวกันหายไปว่า มาจากการกระแทกของรถขนเงินในระหว่างขนเงินเข้าสู่ห้องมั่นคงนั่นเอง
“เวลาขนธนบัตร เขาจะขนเที่ยวละห้าคันรถ ซึ่งหนักมากๆ รถลูกกรงบวกกับธนบัตรที่พิมพ์หนึ่งคันตกอยู่ที่ประมาณหนึ่งร้อยกิโลกรัม เวลาขอบลูกกรงเหล็กของรถชนเข้ากับกำแพงจึงเกิดรอยแตกของกระเบื้องขึ้น” พี่ตู่ไขข้อสงสัย

แต่แม้จะกระแทกเท่าไหร่ก็ไม่มีปัญหากับโครงสร้าง เพราะห้องมั่นคงขนาด 100 ตารางเมตรในแต่ละชั้นนั้นถูกหล่อด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก H-Beam และ I-Beam ที่หนากว่า 70 เซนติเมตร เพื่อให้มั่นใจว่าธนบัตรภายในจะไม่เสียหายเมื่อเกิดเหตุอันตราย
เมื่อผ่านประตูห้องมั่นคงเข้ามา เราจะพบกับส่วนภายในห้องมั่นคงที่โดยปกติแล้วบริเวณชั้นนี้จะเป็น ‘ห้องเรื่องเล่าธนาคารแห่งประเทศไทย (The BOT Story)’ นำเสนอภาพยนตร์ Animation Mapping Screen 360 องศา ในรูปแบบ Realistic เพื่อบอกเล่าถึงความสำคัญและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สะท้อนภารกิจการดำเนินงานของธนาคารแห่งประเทศไทย

แต่ในช่วงที่เราไปเยี่ยมชม ห้องกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงเพื่อปรับเปลี่ยนให้กลายเป็นห้องจัดแสดงภาพถ่ายการจัดการธนบัตร และรางวัลต่างๆ ที่ทางอาคารหลังนี้ได้รับในระหว่างที่เปิดทำการมา
“ถึงแม้ที่นี่จะเป็นนิทรรศการถาวร แต่เรามีทีมงานที่คอยดูตลอดว่ามีข้อเสนอแนะหรือข้อมูลอัปเดตอะไรใหม่บ้าง รวมไปถึงจุดไหนในพิพิธภัณฑ์ฯ ที่ควรจะปรับเปลี่ยนการเล่าเรื่องใหม่ให้เข้ากับยุคสมัย” พี่บีกล่าว

ดำดิ่งสู่ต้นกำเนิดเงินตรา
จุดหมายถัดจากชั้นที่ 2 ของห้องมั่นคง ไม่ใช่ชั้น 1 อย่างที่เราคิดไว้ แต่พี่ๆ เจ้าหน้าที่เดินพาเราไปยังชั้น B2 ซึ่งเป็นชั้นล่างสุดของอาคารที่อยู่ลึกลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาถึง 6 เมตรก่อน
ในชั้นล่างสุดนี้คือที่ตั้งของ ‘นิทรรศการเงินตรา’ ส่วนแรกที่จะพาเราย้อนเวลาไปเรียนรู้วิวัฒนาการของเงินตราและเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ ย้อนรอยอารยธรรมค้นหาที่มาของเงินในพื้นที่ต่างๆ ทั่วโลก รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนในสังคมก่อนประวัติศาสตร์ของสุวรรณภูมิ

เราจะได้เห็นวัตถุชิ้นเยี่ยมของจริงจัดแสดงเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีสื่อมีเดียในรูปแบบของ Shadow Touchscreen และเกมประจำแต่ละจุดให้ผู้เข้าชมได้มีส่วนร่วมกับตัวพิพิธภัณฑ์ฯ และเนื้อหาประวัติศาสตร์ในโซนนั้นๆ

“นอกจากวัตถุจริงในตู้ ข้างๆ คำอธิบาย เรายังทำของจำลองให้เด็กได้ลองจับด้วย” พี่ตู่อธิบายพลางลูบไปที่เงินพดด้วงจำลอง
“ไฮไลต์หนึ่งที่อยากให้ทุกคนเห็นคือ ‘เหรียญลิเดียของจริง’ ซึ่งทางโบราณคดีสันนิษฐานว่าเป็นเหรียญกษาปณ์ยุคแรกของโลก” พี่บีเสริมถึงความพิเศษของสิ่งที่จัดแสดงในห้องนี้

ทำเอาเราอดตั้งคำถามไม่ได้ว่า แล้วเหล่าเงินตราในยุคต่างๆ ที่จัดแสดงในชั้นนี้ทางพิพิธภัณฑ์ฯ ได้มาจากไหน
พี่ตู่ไขข้อข้องใจว่า หลักๆ แล้วของภายในพิพิธภัณฑ์ฯ มาจาก 2 ส่วนด้วยกัน นั่นคือ จากการที่นักสะสมบริจาคให้ และจากการตั้งงบประมาณจัดหาของทางพิพิธภัณฑ์ฯ ในการหาสิ่งของเองเพื่อให้ข้อมูลที่ต้องการเล่าครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

การแลกเปลี่ยนจากเหรียญสู่ธนบัตร
เดินต่อไปเข้าสู่ชั้น B1 ที่ยังอยู่ในส่วนของนิทรรศการเงินตราที่เป็นการจัดแสดงธนบัตร ซึ่งถือเป็นส่วนงานหลักในอดีตของอาคารหลังนี้ แบบที่เรียกได้ว่าที่นี่เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมธนบัตรตั้งแต่ครั้งแรกที่มีการเริ่มใช้ในไทยไว้มากที่สุด
ในนิทรรศการแบ่งธนบัตรที่จัดแสดงออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ ได้แก่ ธนบัตรที่เคยใช้จริงในยุคหนึ่ง และธนบัตรที่ผลิตขึ้นเนื่องในโอกาสสำคัญสำหรับสะสม

“ในฐานะที่เป็นโรงพิมพ์เอง เราจะมีการคุยกันไว้ว่า เมื่อพิมพ์ธนบัตรเสร็จจะต้องมีซีรีส์หนึ่งที่เก็บไว้สำหรับจัดแสดงให้ความรู้ ซึ่งส่วนใหญ่ที่นำมาโชว์จะเป็นเลขหมวดเดียวกัน” พี่ตู่ยกตัวอย่างธนบัตรที่จัดแสดงภายในชั้นนี้ รวมไปถึงชี้ให้ดูตัวเลขบัตรที่เรียงกันอย่างสวยงาม

“ไฮไลต์ของห้องนี้ที่ห้ามพลาดคือ ธนบัตรชนิดราคาห้าแสนบาท ที่ต้องมีเงินหนึ่งล้านบาทถึงจะแลกได้” พี่อมรพูดพลางชวนให้ตามหาธนบัตรชนิดราคา 500,000 บาทที่จัดแสดงอยู่ในชั้นนี้

“ธนบัตรไม่ได้สื่อแค่เรื่องเงินตรา แต่ธนบัตรหรือแม้แต่เหรียญกษาปณ์เองต่างเป็นเครื่องมือบันทึกประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงยุคสมัยด้วย” พี่บีบอกกับเราในระหว่างที่เดินขึ้นไปยังชั้น 1 ซึ่งเป็นชั้นสุดท้ายที่เราจะเดินทัวร์ในวันนี้

การเงินเป็นเรื่องใกล้ตัว
หลังจากชมประวัติศาสตร์ของเงินตราในชั้น B2 และ B1 มาแล้ว ก็ได้เวลากลับสู่พื้นที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยากับ ‘นิทรรศการบทบาทหน้าที่ธนาคารแห่งประเทศไทย’ ที่จะพาเรามาอยู่กับยุคปัจจุบันในห้องนิทรรศการสีขาว
หน้าที่ของนิทรรศการนี้คือ การแนะนำบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในฐานะธนาคารกลางของประเทศนับตั้งแต่การก่อตั้งขึ้นท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2 ตลอดจนบทบาทซึ่งพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอด 75 ปี บนการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลกอย่างไม่เคยหยุดนิ่ง
“ห้องนี้เป็นเหมือนการสรุปอีกครั้งหนึ่งว่า ทำไมเราต้องมีแบงก์ชาติ ถ้าไม่มีแบงก์ชาติจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคม และจะเกิดอะไรขึ้นกับคนไทย” พี่ตู่สรุปถึงความสำคัญของพื้นที่ที่เรายืนอยู่

แน่นอนว่าถ้าเล่าผ่านตัวอักษรหลายคนคงเบื่อ ภายในห้องนี้จึงออกแบบมาให้บริเวณกลางห้องมีหน้าจอเกมที่มีปุ่มเลียนแบบตู้เซฟให้เล่น เพื่อให้เราค้นคว้าเรื่องของการกำหนดอัตราดอกเบี้ยซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่แบงก์ชาติใช้รักษาความมั่นคงของค่าเงินได้สนุกขึ้น
ถ้าสังเกตดีๆ บริเวณผนังของห้องยังได้รับการออกแบบมาให้มีรูปร่างคลื่นแนวตั้งที่โค้งไปโค้งมา
“เราเรียกสิ่งนี้ว่า EconomicWall หรือผนังคลื่นเศรษฐกิจ ที่แสดงกราฟในแต่ละช่วงปี ซึ่งเราสามารถดูได้ว่าช่วงไหนการส่งออกดี เศรษฐกิจดี GDP โต ผ่านโค้งที่สูง และช่วงปีที่มีเศรษฐกิจฝืดเคืองจากความโค้งของคลื่นที่น้อย” พี่ตู่อธิบายก่อนชี้ให้ดูว่าในแต่ละช่วงของคลื่นยังมีคำอธิบายถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วงนั้นไว้ด้วย

และเมื่อเดินดูพิพิธภัณฑ์ที่ตั้งอยู่ภายในห้องมั่นคงทั้ง 4 ชั้นครบจบแล้ว ก็ได้เวลาก้าวไปยังโลกข้างนอกสู่ ‘นิทรรศการส่งเสริมความรู้ทางการเงิน’ ที่จะเป็นตัวจุดประกายความคิดและสร้างประสบการณ์จริงในการลงมือทำและตัดสินใจทางการเงิน เพื่อให้เกิดทักษะทางการเงินที่ดีอย่างยั่งยืน ประกอบด้วยเนื้อหาการประเมินสุขภาพทางการเงิน การวางแผนทางการเงิน ภัยการเงิน สิทธิหน้าที่ของผู้ใช้บริการทางการเงิน และการสร้างแรงบันดาลใจในการปลดหนี้

เข้าถึงคนรุ่นใหม่ กลับไปพร้อมความทรงจำ
อย่างที่พี่บีบอกกับเรามาตั้งแต่ต้นว่า ทางพิพิธภัณฑ์ฯ มีความพยายามปรับปรุงการนำเสนอให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนใหม่ๆ เข้ามาภายในศูนย์การเรียนรู้ฯ แต่เธอก็ยอมรับว่าลำพังเพียงแค่ตัวนิทรรศการถาวรอาจไม่เพียงพอ
“เบื้องต้นนิทรรศการถาวรเราออกแบบให้มีการอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัยขึ้นจากพื้นฐานการออกแบบที่มีอยู่เดิม นอกเหนือจากนี้ ที่เราทำได้คือการพยายามมองหานิทรรศการหมุนเวียนและกิจกรรมที่หลากหลายเพื่อดึงความสนใจให้คนเข้ามาเยี่ยมชม” พี่บีอธิบายเพิ่ม

อย่างในช่วงนี้ที่วังบางขุนพรหมอยู่ระหว่างปิดบูรณะ ศูนย์การเรียนรู้ฯ ได้จัดนิทรรศการ ‘แลวังผ่านเลนส์’ ที่แสดงมุมที่งดงามต่างๆ บางมุมเรียกได้ว่าเป็น Unseen ของวังบางขุนพรหม จัดแสดงผ่านภาพถ่ายตั้งไว้ที่ชั้น 1 ยาวไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2568 คือนิทรรศการที่พี่นิ่มบอกกับเราว่าห้ามพลาด
เพราะนอกจากการจัดแสดงภาพของวังบางขุนพรหมในมุมมองที่แตกต่างออกไปแล้ว ภายในตัวนิทรรศการยังมีมุมถ่ายรูป ‘ห้องสีชมพู’ ห้องที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดในวังบางขุนพรหม ที่เธออยากชวนให้คนแต่งตัวชุดไทยมาถ่ายรูปเก็บไว้เป็นที่ระลึกด้วย

นอกจากนี้ ไม่ไกลกันยังมีนิทรรศการหอจดหมายเหตุ ที่เก็บรักษาเอกสารมีคุณค่าที่เกิดจากการดำเนินภารกิจทุกด้านของธนาคาร ตั้งแต่จัดตั้งสำนักงานธนาคารชาติไทย ปี 2483 รวมไปถึงร้านจำหน่ายสินค้าที่ระลึกเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ฯ และแบงก์ชาติให้เราแวะซื้อก่อนกลับด้วย

และสินค้าไฮไลต์ขายดีที่ทุกคนบอกว่าพลาดไม่ได้คือ สินค้าแฮนด์เมดที่หยิบเอาเศษธนบัตรทุกชนิดราคา ตั้งแต่ชนิดราคา 20 บาท จนถึง 1,000 บาท ที่ไม่ผ่านมาตรฐาน ตัดเป็นชิ้นเล็กๆ และทำเป็นผลิตภัณฑ์ เช่น พวงกุญแจ กระถางจิ๋ว นาฬิกา ฯลฯ ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะที่นี่ จัดเป็นของที่ระลึกที่หลายคนซื้อติดไม้ติดมือกลับไป
‘พี่เอ-สรัญญา อินยอด’ หนึ่งในผู้วิเคราะห์อาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ร่วมเดินกับเรามาตั้งแต่ต้น กล่าวทิ้งท้ายกับเราว่า หลายอย่างที่ขายในวันนี้ ถ้านำไปทำลายหรือเผาจะก่อให้เกิดสารเคมีอันตราย จึงเปลี่ยนให้เป็นของที่ระลึกให้หลายคนซื้อติดไม้ติดมือกลับไป ถ้ากลับมาครั้งหน้าอาจจะเปลี่ยนหน้าตาหรือลวดลายไปแล้ว เพราะหลายชิ้นเป็นสินค้าแฮนด์เมดที่หมดแล้วหมดเลย ดังนั้นขอเชิญชวนให้เก็บสะสมไว้ทุกคอลเลกชัน

สมเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการเงินที่ไม่ยอมทิ้งต้นทุนไปเปล่าๆ แถมยังนำมาต่อยอดก่อเป็นของฝากที่ระลึกให้งอกงามอีก ใครที่อ่านจบแล้ว ครั้งหน้าอยากแวะมาที่นี่ อย่าลืมสังเกตรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ เพราะขนาดเงินยังต้องมีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท การจะได้ความรู้และสนุกอย่างครบถ้วนก็อย่ามองข้ามส่วนนี้ไปเชียวนะ