Shine เมืองสิงห์: ดินแดนแห่งความสนุกและแรงบันดาลใจ

ช่วงใกล้สิ้นปีแบบนี้ หลายคนคงอยากค้นหาประสบการณ์ใหม่ๆ เตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นปีที่เต็มไปด้วยแพซชั่น ซึ่งวีคเอนด์ที่ผ่านมาเพิ่งมีอีเวนต์ใหญ่เกิดขึ้นใจกลางเมืองอย่าง ‘Shine เมืองสิงห์’ ที่เราได้มีโอกาสไปสัมผัสประสบการณ์ที่หลากหลาย และปลุกไฟในตัวเอง งานนี้เรียกว่าเป็น Lifestyle Festival รูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนมาเติมเต็มแรงบันดาลใจกันฟรีๆ ผ่านแนวคิด ‘Singha Experience’ การสร้างประสบการณ์ที่ดีในการใช้ชีวิต ด้วยการรวบรวมเหล่าเทพแต่ละสาขา ทั้งศิลปะ งานออกแบบ อาหาร และดนตรีหลายวงดัง มาปล่อยพลังกันให้สุดที่งานนี้ นอกจากจะมีเวทีให้คนรุ่นใหม่เข้ามาฉายแสงแสดงความกล้าในแบบของตัวเองแล้ว ยังเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุดอีกด้วย ถึงงานจะจบลงไปแล้วแต่ความประทับใจกับประสบการณ์ใหม่ๆ จะไม่จบเพียงเท่านี้แน่นอน

| หางสิงห์ Live Painting’

ภายในงานจะได้รับประสบการณ์หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการผสมผสานกันระหว่างงานศิลปะกับดนตรีเข้าด้วยกันได้อย่างลงตัว อย่างกิจกรรมแรกที่เดินเข้ามาแล้วต้องได้เจอที่หน้างาน ก็คือการ ‘Live Painting’ หางสิงห์ หรือการเพ้นต์ภาพแบบสดๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยลายเส้นของศิลปินฝีมือเยี่ยม อย่างคุณ Sorravis P.เรียกว่าเป็นงาน Installation กับงานศิลป์ Calligraphy ที่เราสามารถรับชมได้จากงานนี้เท่านั้น

| ศิลปะสาดสีแสงวาร์ปสู่ประตูสีสัน

บรรยากาศก่อนเข้างานล้อมรอบไปด้วยงานศิลปะหลากหลายเทคนิค จากศิลปินที่มาระเบิดไอเดียให้คนผ่านไปผ่านมา เกิดแรงบันดาลใจผ่านภาพเขียน ‘Wall Art’ เหล่านี้ จากนั้นเขยิบมาทางเข้างานช่วงเวลาพลบค่ำกันสักหน่อย กับแสงนีออนสีน้ำเงินสาดส่องให้ทางเดินสายนี้ดูน่าค้นหา คล้ายการเตรียมตัววาร์ปไปพบกับประตูสู่โลกใหม่

4 โซนใหญ่ 4 แรงบันดาลใจจากสิงห์

ทุกพื้นที่ในงานนี้ผ่านการคิดแล้วคิดอีก กว่าจะออกมาเป็น ‘Shine เมืองสิงห์’เห็นได้จากความใส่ใจในทุกรายละเอียด อย่างไฮไลต์ที่มีด้วยกันทั้งหมด 4 โซนใหญ่ๆ เหมือน 4 ห้องหัวใจของสิงห์ ได้แก่ โซนเทพทาวเวอร์, โซนวัยกล้า, Secret Zone และ SHINE Stage เพื่อให้ทุกคนได้เข้ามาทำความรู้จักความเป็นตัวตนของสิงห์ และยังได้สัมผัสประสบการณ์แปลกใหม่ ที่เกิดจากการผสมผสานของศาสตร์แต่ละรูปแบบอย่างลงตัวได้ที่นี่ 

| โซนเทพทาวเวอร์

โซนแรกคือโซน ‘เทพทาวเวอร์’ ที่รวบรวมเอา 8 Showcase เจ๋งๆ ของเหล่าเทพทุกวงการที่กว่าจะเฉิดฉายอย่างทุกวันนี้ ล้วนเกิดจากการไม่หยุดพัฒนาตัวเอง ซึ่งวันนี้พวกเขาก็มาในฐานะคนต้นแบบที่พร้อมส่งต่อแรงบันดาลใจและแนวคิดในการใช้ชีวิตให้ผู้ร่วมงานทุกคนนั่นเอง เทพทั้ง 8 ที่ว่ามานั้น ได้แก่ Ampersand, Jamie’s Burger, R Studio, Isara Academy, Selvedgework, Sorravis P. x KNN.FIVE, ร้านแผ่นเสียง, ร้านเลิศทิพย์ วันนี้เรามาลองเจาะร้านที่ Urban Creature สนใจและมาลองยกตัวอย่างกันสักหน่อย

  • Isara Academy อิสระอะคาเดมี่

ร้านแรกเรียกได้ว่าเป็นเทพแห่งคราฟต์เบียร์ไทยดังไกลถึงต่างประเทศ กับ ‘Isara Academy’ ที่นอกจากที่พาธุรกิจของตัวเองเติบโตและโด่งดังอย่างมากแล้ว ยังผลักดันให้เกิดโครงการฝึกอบรมเพื่อยกระดับผู้ผลิตคราฟต์เบียร์ไทย ให้ก้าวหน้าและเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอีกด้วย จากการรวมพลคนคราฟต์เบียร์ที่ประสบความสำเร็จ ถึง 3 รุ่น 3 แบรนด์ ได้แก่ Wizard Beer, Beat Brewing และ Space craft นั่นเอง สิ่งที่สำคัญกว่าการได้ชิมคราฟต์เบียร์รสเลิศ ก็คือการได้แลกเปลี่ยน พูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์กับพวกเขาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากใครสนใจอยากจะเป็นส่วนหนึ่งของ ‘Isara Academy’ ก็สามารถเข้ามาลงทะเบียนเพื่อต่อยอดความสนใจให้กลายเป็นอาชีพที่รักอย่างพวกเขาได้

  • Sorravis P. x KNN.FIVE

การเนรมิตรตัวอักษรสุดเจ๋งด้วยลายเส้นที่เป็นเอกลักษณ์ หรือที่เรียกว่า ‘อักษรวิจิตร หรือ Calligraphy’ นับว่าเป็นศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่ไม่ว่าใครก็อยากมีลายเส้นแบบนี้เป็นของตัวเองสักครั้ง ซึ่งผลงานของคุณอั้ม – สรวิศ ประคอง ในนามปากกา ‘Sorravis P.’ ก็ได้เข้ามาสร้างสีสันให้บรรยากาศภายในงานไม่น้อย ซึ่งเป็นการครีเอทงานศิลป์สำหรับงานนี้โดยเฉพาะด้วย อย่างมุม ‘Live Painting หางสิงห์’ ที่เพิ่มความน่าสนใจตั้งแต่ทางเข้างานได้ดีทีเดียว

งานนี้คุณอั้มไม่ได้มาเพียงคนเดียว แต่ยังมีการร่วมมือกันกับคุณนัท – คณัสนันท์ เข็มทอง ศิลปินนักวาดในนาม KNN.FIVE ที่มาร่วมเนรมิตรซุ้มผ้าใบสีขาวให้มีสีสันด้วยลายเส้นคาแรคเตอร์การ์ตูนที่เป็นเอกลักษณ์ถูกใจวัยรุ่นทุกแนว อย่างแบรนด์กระเป๋า Jap Fac เสื้อผ้า Highest Jump และ House of Design ที่คุณนัทได้ร่วมออกแบบและเป็นผู้ร่วมก่อตั้งด้วยนั่นเอง ใครที่สนใจอยากพูดคุยถึงประสบการณ์ต่างๆ กับคุณอั้มและคุณนัท ก็สามารถกระทบไหล่พูดคุยกันชิลๆ ได้ที่นี่เลย

  • R Studio

ถัดมาที่ ‘R Studio’ ซึ่งเปิดประสบการณ์ใหม่ให้คนรักเครื่องหนังได้ทดลองทำในสิ่งที่ชอบ หรือใครก็ตามสนใจอยากมีเครื่องหนังเป็นของตัวเอง โดยจัดเวิร์กช็อปเปิดโอกาสให้เข้ามาทดลองออกแบบกำไลข้อมือหนังและกระเป๋าสตางค์ใบจิ๋ว แค่กดไลก์เพจ Singha Experience พร้อมโพสต์รูปในงานและเช็กอินเท่านั้น ก็สามารถมาลงมือทำกันฟรีๆ แถมยังได้ของที่ระลึกที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกกลับไปได้ด้วย

| โซนวัยกล้า

โซนที่รวมเอาไลฟ์สไตล์ต่างๆ มาไว้ที่นี่ หรือเรียกได้ว่าเป็นคอมมูนิตี้สุด Shine กว่า 40 ร้านค้า ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารสุดคูล ให้เลือกชิมเมนูสุดพิเศษมากมาย ร้านค้าแฟชันสุดเจ๋ง ที่ไม่ได้มีดีแค่ดีไซน์แต่ยังคิดถึงสิ่งแวดล้อมอีกด้วย ไปจนถึง Gallery & Exhibition สุดชิค กับไอเดียที่แปลกใหม่สามารถนำไปต่อยอดความคิดได้อีกเยอะ พร้อมระเบิดพลังความคิดสร้างสรรค์ จากคนวัยกล้า “กล้าคิด กล้าลอง กล้าทํา” เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนประการณ์ร่วมกันได้ที่นี่แบบ Exclusive

  • Happy Meal Dish of the Day , Chana Handmade

บอกได้เลยว่าโซนนี้คนรุ่นใหม่เขาไอเดียดีกันจริงๆ อย่างเทียนไขถั่วเหลืองธรรมชาติรักษ์โลก จาก ‘Happy Meal Dish of the Day’ เพราะทำจากวัสดุธรรมชาติอย่างถั่วเหลือง ซึ่งทำให้มีนํ้าตาเทียนที่ไม่ร้อนเท่าเทียนไขทั่วไป และเนื้อของเทียนแตกต่างกัน รวมถึงกลิ่นที่ใช้เป็นนํ้ามันหอมจากธรรมชาติ จึงมีคุณสมบัติพิเศษที่สามารถนำมาทาผิว ให้กลิ่นหอมแทนการใช้นํ้าหอมได้อีกด้วย

เอาใจคนชอบผ้าไทยกันบ้าง กับการออกแบบเสื้อผ้าที่ทั้งดีไซน์เก๋และยังใส่ใจสิ่งแวดล้อม อย่างร้าน ‘Chana Handmade’ ที่นำเอาเศษผ้าไทยหลากหลายสีสัน มาออกแบบเป็นเสื้อผ้าดีไซน์ใหม่ๆ แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย เพื่อลดปริมาณขยะจากการทิ้งเศษผ้าได้อย่างดีเยี่ยม

  • Kumwan , HeiJii

ได้ไอเดียกันเยอะแล้วมาลุยของกินกันบ้าง อย่างน้อยหน่านมสดและนมสดอัญชัญจากร้าน ‘Kumwan’ ที่นอกจากรสชาติจะอร่อยละมุนลิ้นมากๆ แล้ว ยังมีเนื้อน้อยหน่าหวานกรุบให้เคี้ยวเพลินๆ แถมหน้าตาของเมนูนี้ก็ดูดีจนไม่กล้าตักกินเลยทีเดียว ดอกไม้ที่เห็นอยู่ไม่ใช่แค่ตกแต่งสวยๆ อย่างเดียว แต่คือดอกไม้กินได้ที่เห็นกันตามเมนูอาหารของเชฟ แถมพี่เจ้าของร้านก็น่ารักมากๆ ยิ้มแย้มเป็นกันเองอีกด้วย

ถัดมากับร้านเครื่องดื่มที่แพ็คเกจดูดีรักษ์โลกมากๆ คือร้าน ‘HeiJii’ ที่ปกติเราจะเห็นเครื่องดื่มต้องปิดฝาด้วยพลาสติกและหลอดพลาสติก แต่ที่ร้านนี้เลือกใช้กระดาษแทนพลาสติกเหล่านั้น เรียกได้ว่ารสชาติก็ดีแถมยังใส่ใจโลกไม่แพ้กันเลย 

นอกจากของกินเล่นแล้วยังมีของชวนหิวกินให้อิ่มท้องอีกมากมาย ใครกำลังท้องร้องอยู่ เดินมาโซนนี้ไม่ผิดหวัง เพราะมีร้านอาหารอย่างหมูสะเต๊ะ, ขนมปังหน้าหมู, ก๋วยเตี๋ยวเรือนีออน, กุ้งแช่น้ำปลา, ปูดอง, หอยจ๊อ, ขนมจีนน้ำเงี้ยว ฯลฯ ซึ่งภาชนะที่ใช้ภายในงานทั้งหมดนี้ล้วนใช้ภาชนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายได้ 100% 

| ‘Think ก่อนทิ้งใช้ภาชนะใส่อาหารรักษ์โลก

เดินชิมกันไปหลายร้านเรียกได้ว่าเขาใส่ใจเรื่องรสชาติและคุณภาพกันจริงๆ รวมถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ทุกร้านใช้ภาชนะใส่อาหารจากธรรมชาติให้ย่อยสลายได้ง่าย ทั้งจานไบโอพลาสติก จานใบจาก จานกาบหมาก และแก้วน้ำที่ทำมาจากข้าวโพด ที่ล้วนทำมาจากวัสดุธรรมชาติและสามารถย่อยสลายเองได้ 100% ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ ที่งานยังมีมุมให้ทุกคนได้แยกขยะ ด้วยแนวคิด ‘Think ก่อนทิ้ง’ เรียกได้ว่าสนุกแล้วก็ต้องไม่สร้างภาระให้โลกด้วย

| Secret Zone

ยิ่งมืดเท่าไรยิ่งเห็นดวงดาวชัดเจน

แต่สำหรับที่นี่ยิ่งมืดยิ่งเห็นโซนลับในเขาวงกตที่กำลังเรืองแสงชัดเจนยิ่งกว่า เห็นแล้วชวนให้อยากเข้าไปไขความลับสะจริงๆ ซึ่งภายในโซนนี้ก็ไม่ทำให้ผิดหวังเลย เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจที่คอแอลกอฮอล์และชาวอาร์ตต้องชอบอย่างแน่นอน ที่สำคัญงานนี้ใครมาคนเดียวไม่ต้องกลัวเหงา เพราะมี ‘แว่’ หรือหุ่นเดินได้วนเวียนอยู่ทั่วทั้งโซน ไม่ตกใจก็ต้องหัวเราะให้มีสีสันกันหน่อยล่ะงานนี้

  • เบียร์ปอง , Laser Room

มุมแรกของโซนนี้ที่คอแอลกอฮอล์ต้องกดไลก์ คือมุม ‘เบียร์ปอง’ ที่สามารถเล่นแข่งกับคนอื่นๆ ได้ด้วย ยิ่งถ้ามากับแก๊งค์เพื่อนคงมันส์น่าดู ส่วนมุมยอดฮิตที่ห้ามพลาด คือการแชะภาพกับมุม ‘Laser Room’ ที่ไม่ว่าจะสาดแสงไปทางไหน หามุมดีๆ หน่อยก็ได้รูปเก๋ๆ กลับไปจนเลือกรูปไม่ถูกแน่นอน คอนเฟิร์ม !

  • ค็อกเทลสูตรลับสุด Exclusive

ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพราะภายในเขาวงกตมีเมนูสุด Exclusive ที่หาได้แค่ที่นี่ไว้บริการด้วย ใครเล่นเบียร์ปองมาเหนื่อยๆ หรือรู้สึกคอแห้งลองแวะมาจิบค็อกเทลสูตรลับกันก่อนได้ เมนูลับที่ว่านี้ ได้แก่ 

Pandora : เริ่มจากตัวแรกเบาๆ กับค็อกเทลเบสJinro เพิ่มความสดชื่นด้วย Strawberry Syrup, Lime Juice, Pomelo Juice และ Kaffir lime
Charm of mango : เอาใจคนชอบมะม่วงกับ ค็อกเทลเบสJinro มิกซ์กับ Beer เติมความฟรุ๊ตตี้หลากหลาย ทั้ง Orange Juice, Passion fruit juice, Mango Syrup, Lime juice, Orange peel oil และ Mint
Sunshine : แบ่งเลเยอร์สีสันสวยงาม โดยชั้นที่ 1 เป็น Strawberry Syrup + Strawberry liqueur ชั้นที่ 2 Mango Syrup + Vodka และชั้นที่ 3 Vodka + Lime Juice
Secret Blue : ส่วนอีกตัวที่เด็ดไม่แพ้กันชั้นแรกเป็น Strawberry Syrup + Strawberry liqueur ชั้นที่ 2 Blue Curacao liqueur + Vodka และชั้นที่ 3 Vodka + Lime Juice

ซึ่งทุกเมนูใช้เหล้าหลักคือ Jinro นำไปมิกซ์รสชาติได้หลากหลาย เพิ่มประสบการณ์ให้กับการดื่ม ถือว่าดีงามดื่มง่ายมากๆ แต่ก่อนดื่มขอวางแก้วบนที่วาง LED แชะภาพถ่ายลง Story IG กันสักหน่อย เพราะสีสันของแต่ละแก้วเก๋ไก๋สุดๆ ที่สำคัญทุกเมนูราคา 100 บาทเท่านั้น

  • Mapping Art

‘ อยากเข้าไปสิงห์ในใจเธอ ‘

ก่อนจะออกจากเขาวงกตเรืองแสงแห่งนี้ ต้องลองแวะเข้าไปที่มุม ‘Mapping Art’ ที่ศิลปินได้สร้างสรรค์ผลงานสุดเจ๋งเอาไว้ ซึ่งเป็นงานที่ผสมผสานระหว่างงานศิลป์เข้ากับเทคโนโลยีด้วยการฉายเทคนิคภาพผ่านโปรเจกต์เตอร์นั่นเอง มองดูแล้วเพลินตามากๆ แถมข้อความที่ฝากเอาไว้ก็เตะตาจนคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาแชะภาพแทบไม่ทัน

| Shine Stage

โซน ‘Shine Stage’ คือเวทีที่ทุกคนจะได้มาปลดปล่อยพลังแห่งความสุขกันที่นี่ ที่สำคัญยังได้เต็มอิ่มไปกับประสบการณ์ความสนุกเต็มรูปแบบไปกับศิลปินคุณภาพ ตั้งแต่หนึ่งทุ่มยาวไปจนถึงเที่ยงคืน ซึ่งวันแรกพบกับศิลปินสุดเจ๋งอย่าง Yellow Fang, Telex Telexs, The Parkinson และว่าน ธนกฤต โยกตัวไปตามเพลงแบบชิลๆ ส่วนวันที่สองก็สนุกไม่แพ้กันเพราะมี วี วิโอเลต, แม็กซ์ เจนมานะ, ETC และ Stamp ได้มามอบบทเพลงที่ทุกคนร้องตามกันได้อย่างแน่นอน

ถึงแม้ว่างานจะจบลงไปแล้ว แต่เชื่อว่าหลายคนที่ได้ไปร่วมงานครั้งนี้ ต้องได้รับความสนุก ประสบการณ์ แรงบันดาลใจ และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ กลับไปอย่างแน่นอน ซึ่งความประทับใจที่ได้รับจาก ‘Shine เมืองสิงห์’ ครั้งหน้าจะจัดขึ้นที่ไหนเวลาใดต้องรอติดตามกันต่อไป

Writer