กลัวความรัก.. ก็ต้องรักษาความรักด้วยการเผชิญหน้ากับความกลัว

เคยวิ่งหนีความรักกันบ้างหรือเปล่า บางคนอาจเคยรู้สึกว่า ทำไมช่วงนี้ถึงไม่อยากมีความรักเลย หัวใจไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว หลังจากที่เจ็บมาจากรักที่เพิ่งผ่านพ้นไป แผลเก่ายังไม่หาย จะไปหาเรื่องให้เจ็บอีกทำไมนะ กลับมาเลียแผลใจเงียบๆคนเดียว เจ็บจนถึงขั้น ปฏิญาณกับตัวเองและต่อหน้าเพื่อนๆว่า “ฉันจะไม่มีความรักอีกแล้ว” “ความรักจะไม่มีทางทำร้ายฉันได้อีก”

เอาเข้าจริง จะทำได้จริงๆหรอ เป็นไปได้หรอที่คนเราจะอยู่ได้โดยปราศจากความรัก อย่างน้อยๆเราก็ต้องมีเพื่อน มีครอบครัว และคนที่เรารักและรักเราอยู่รอบกาย เป็นไปไม่ได้หรอก แต่.. ถ้าหัวใจของคุณไม่รู้สึกอะไรอีกต่อไป ไม่รู้สึกถึงความรักอีกเลย อาจจะมีโอกาสเป็นไปได้ เพราะหัวใจคุณอาจกำลังป่วยเป็นโรคนี้อยู่

โรคที่ว่านี้ ก็คือ โรค Philophobia มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก โดย Philo หมายถึง ความรัก ส่วน Phobia หมายถึง ความกลัว มันคืออาการป่วยทางจิตใจ ที่เรียกว่า โรคกลัวการตกหลุมรัก หรือเรียกง่ายๆว่า โรคกลัวความรัก ถือเป็นโรคความกลัวที่มีผู้ป่วยมากที่สุด สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเรื่องใกล้ตัว หรือความเจ็บปวดในอดีต ไม่ใช่ความรักในเชิงหนุ่มสาวเท่านั้น ที่ผู้ป่วยกลัว บางครั้งอาจหนักไปถึงขั้น การตีตัวออกห่างจากผู้คนรอบข้าง รู้สึกแปลกแยกจากคนในครอบครัว เพื่อน หรือใครๆก็ตาม เป็นการสร้างกำแพงความกลัวขึ้นมาป้องกันตนเองจากความรักนั่นเอง

สาเหตุของโรคเหล่านี้ อาจเกิดจากการฝังใจในเรื่องราวเมื่อครั้งอดีต ปัญหาในครอบครัว ความรุนแรงที่เคยพบเจอในวัยเด็ก ปัญญาการหย่าร้าง หรือชีวิตความรักในแง่ลบ หรืออาจเป็นเพราะประสบการณ์ความรักของตนเองที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่าจะรักและทุ่มเทมากมายเท่าไหร่ รักใครมากี่หน ก็ต้องอดรนทนเจ็บและพบเจอแต่ความผิดหวัง เป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ ซึ่งสาเหตุเหล่านั้น ทำให้หัวใจไม่มีภูมิต้านทาน และก่อร่างสร้างเป็นความกำแพงความกลัวในที่สุด แทนที่จะสู้ต่อ กลับถอยหลังและวิ่งหนี

มาลองสังเกตตัวเองกันดีกว่า เราคุณมีอาการเหล่านี้อยู่บ้างหรือเปล่า

ไม่กล้ามีความรัก

คุณมีความกังวลทุกครั้งที่ต้องเริ่มต้นความสัมพันธ์กับผู้คน โดยเฉพาะการเริ่มต้นความรัก มันทำให้คุณทรมานจนถึงขั้นเครียด คุณกลัวและวิตกกังวลไปหมด อย่างเช่น มีใครเข้ามาจีบ แต่คุณไม่รู้สึกถึงความรักเลย ถึงแม้ว่าคุณเองจะหวั่นไหวบ้างในบางที แต่ก็เหมือนมีใครอีกคนคอยกระซิบข้างๆหูคุณว่า “หยุดนะ อย่าเข้าไป แกจำไม่ได้หรอว่าที่ผ่านมาแกเคยเจ็บแค่ไหน” หรือ “อย่าเข้าไปนะ อย่าตกหลุมพราง ความรักมันอันตราย” คุณมักจะหักห้ามใจจากการถลำลึกตกลงไปในห้วงแห่งหลุมรักอันลึกซึ้งนั้นเสมอ จนหลายคนอาจมองว่าคุณให้ความหวัง และเทพวกเขาในที่สุด แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เลย คุณก็แค่กลัวเท่านั้นเอง

ล็อคประตูหัวใจ

คุณมักไม่เปิดใจให้ใครได้เข้ามาอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าเขาจะตรงตามสเป็ค และเป็นไปตามแบบคนในฝันของคุณทุกประการ แต่ก็อย่าหวังเลย ไม่มีทาง คุณไม่มีทางเปิดใจให้อย่างแน่นอน ต่อให้พวกเขาเหล่านั้น เลือกที่จะรอ คุณก็ไม่ยอมใจอ่อนแน่ๆ คุณจะปิดตัวเอง ไม่ให้ใครมีโอกาสเข้ามาทำให้คุณตกหลุมรักด้วยซ้ำ อารมณ์เหมือนกับเพลงพี่ใหม่ เจริญปุระ ที่ร้องว่า “เก็บใจไว้ในลิ้นชัก คงไม่เจอแล้วรักแท้” อะไรทำนองนั้น เซย์กู๊ดบายกันไปเลยจ้า ชาตินี้คงไม่เอาอีกแล้วหละ ลาก่อน

รักเราไม่เท่ากัน

คุณจะปกป้องความเท่าเทียมของหัวใจตัวเองมากๆ มักจะชั่งน้ำหนัก ความรักของคุณและอีกฝ่ายเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือใครๆก็ตาม คุณจะคอยระแวดระวังว่า ความรักที่คุณให้กับเขาไปนั้น คุณได้รับกลับมาจากเขามากน้อยแค่ไหน เขาจริงใจกับคุณแค่ไหน คุณถึงจะยอมให้ใจเขาไปอย่างเท่าเทียม เพราะคุณกลัวอาการเสียความรู้สึกและความผิดหวัง คุณจึงสร้างตราชั่งล่องหนนี้ขึ้นมา เพราะยิ่งเป็นความผิดหวังจากคนที่คุณรักด้วยแล้ว คุณคงไม่อยากเป็นตัวตลกหรือคนที่ดูโง่เหมือนที่ผ่านมาใช่ไหมหละ

ชอบอยู่คนเดียว

คุณชอบปลีกวิเวกตัวเองออกมาอยู่คนเดียว ในพื้นที่ส่วนตัว หรือคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง จนหลายคนคิดว่าคุณเป็นคนโลกส่วนตัวสูง จริงๆแล้ว คุณไม่ใช่คนที่ไม่สังคม แต่คุณแค่ปกป้องตัวเองจากใครๆ และป้องกันหัวใจไม่ให้บาดเจ็บจากความรักที่กำลังจะเข้ามานั่นเอง และคุณจะไม่ยอมออกไปในที่ที่ผู้คนส่วนใหญ่มักออกไปเดทกัน ด้วยสโลแกนที่ว่า “เห็นคนรักกัน แล้วมันคันต..า” อะเนอะ เห็นคู่รักคู่ไหนก็ขวางหูขวางตาไปหมด อยู่คนเดียวดีกว่า

อาการขั้นรุนแรง

คุณอาจกลัวการตกหลุมรักขั้นหนัก อย่างเช่นเวลามีใครมาหยอดขนมจีบเข้าหน่อย ก็ทำให้คุณวิตกจริต เหงื่อแตก ร้องไห้ ใจสั่น หัวใจเต้นรัวและเร็วผิดปกติ หายใจแรง มือและเท้าชา อาเจียน หรือเป็นลม และอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่มีผลต่อชีวิตประจำวันของคุณ หรือมีผลต่อวิถีชีวิตของคุณไปเลย อาจเปลี่ยนนิสัยของคุณเป็นคนเงียบขรึมและเก็บตัว หมกมุ่นอยู่กับตัวเอง ไม่พบเจอใคร อาจทำให้เกิดความกดดันและการเครียดหนักๆได้ ถ้าหากอาการถึงขั้นนี้แล้ว ควรรับไปปรึกษาแพทย์และรีบรักษากันนะ

เอาหละ รู้อาการกันไปแล้ว หลายคนอาจเอามือทาบอกแล้วเปล่งเสียงออกมาว่า “เหย นี่มันฉันเลยนี่หน่า” ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนที่มีอาการเหล่านี้ ไม่ว่าจะหนักหรือเบา เราว่าคุณควรรีบรักษา ก่อนที่จะสายเกินไป เพื่อตัวคุณเอง คนที่คุณรักและทุกๆคนรอบข้างด้วยนะ

แนวทางการรักษาในระยะแรกๆ อาจไม่ได้ยุ่งยากอะไรเท่าไรนัก นั่นก็คือ การเปลี่ยนความคิดและปรับพฤติกรรม โดยการค่อยๆทำความเข้าใจและเปลี่ยนทัศนคติของผู้ป่วยว่าความรักดีๆยังมีหลงเหลืออยู่บนโลกใบนี้ ให้ผู้ป่วยเปิดใจกับความรักมากขึ้น และเป็นการค่อยๆกำจัดความกลัวภายจิตใจอีกด้วย หรือเป็นการเผชิญหน้ากับความกลัว เมื่อคุณกลัวความรัก ลองหายใจฮึบสักเฮือกแล้วพุ่งเข้าไปหาความรักเลย ถ้ากลัวมากๆจริงๆ ลองค่อยๆเปิดใจ และสำรวจความรักที่อยู่รอบกาย อาจลองดูหนังรักโรแมนติกเพื่อสร้างแรงต้านทานต่อความรัก ถ้าลองทุกวิธีแล้วยังไม่หาย อาจจะต้องลองวิธีการใช้ยา ในการรักษาดู

ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ไม่มีใครรักษาหัวใจเราได้ดีเท่ากับเราเอง และไม่มียาตัวไหนรักษาหัวใจได้ดีเท่าความรัก เหมือนในหนังเรื่อง “Love and other drugs” ก็ยังใช้ความรักในการรักษาเลย “ความรักคือยาที่วิเศษที่สุด” ลองเอาชนะความกลัวด้วยความกลัวดู ลองเปิดหัวใจของคุณเองอีกสักครั้ง ถ้าไม่ลองให้โอกาสตัวเองดู แล้วจะรู้ได้ไงว่ารักดีๆนั้นมีอยู่จริง ข้างนอกบานประตูที่คุณขังตัวเองไว้แล้วปิดตายอยู่แบบนี้ ไม่ได้เป็นผลดีต่อใครเลย เชื่อเถอะ ความรักทำให้คุณเจ็บได้ ก็ทำให้คุณหายได้เช่นกัน เพลง Photograph ของพี่ Ed Sheeran บอกไว้ว่า “Loving can hurt.. Loving can heal..” เจ็บได้ก็ดีขึ้นได้เนอะ สู้ๆนะ


Referent:
philophobia.info
girlsallaround.com
women.kapook

Writer