ภายใต้เงาฝน…ป่าสนวัดจันทร์

“อีกไกลแค่ไหน…??”
คำถามที่ไม่ต้องการคำตอบระหว่างป้ายบอกทาง 42 กิโลเมตรจากตรงนี้
ซึ่งในเบื้องหน้าเป็นเมฆฝนก้อนใหญ่ และตอนนี้
ก็มีแต่ผมกับมอเตอร์ไซค์ที่เพิ่งเช่าออกมาจากปายได้ไม่นาน
คงต้องรีบตัดสินใจก่อนที่อะไรจะเละเทะไปมากกว่านี้
ผมมัวแต่โอ้เอ้ที่ปายอยู่พอสมควร จนเกือบลืมไปว่าวันนี้ผมต้องไปป่าสนวัดจันทร์
เกือบๆ ห้าโมงเย็นเป็นเวลาที่ผมเพิ่งออกเดินทาง ผมควรไปถึงที่นั่นก่อนค่ำ
อย่างน้อยที่สุดมันก็ปลอดภัยสำหรับตัวของผมเอง..

เมฆฝนเริ่มคล้อยลงต่ำ
เป็นเวลาเดียวกันกับที่คันเร่งมอเตอร์ไซค์ได้พุ่งออกไปสู่เส้นทางสายนั้น…
ระยะทางที่คดเคี้ยวบวกกับฝนที่เริ่มปรอยลงมา ยิ่งทำให้การขับขี่ยากขึ้นไปอีก
แสงที่โพล้เพล้กลับค่อยๆ มืดลง ภาวนาอย่างเดียวให้การเดินทางครั้งนี้
ถึงจุดหมายปลอดภัยด้วยเถอะ

กลิ่นฝนจางๆ เริ่มลอยมาแต่ไกล รวมถึงไอหมอกบนถนนที่คายความร้อนจากกลางวัน
ผมมองหลักกิโลเมตรเทียบกับหน้าปัดบนมอเตอร์ไซค์ เหลืออีกประมาณ 20 กิโล
จะถึงจุดหมาย…

เวลาแห่งการรอคอย มันช่างยาวนานเสียจริง…

กลุ่มต้นสนสองใบและสามใบที่หนาแน่นมากขึ้นระหว่างทาง ตามความสูงเหนือระดับน้ำทะเลที่มากขึ้นเรื่อยๆ

เป็นสัญญาณว่าผมใกล้ถึงที่นี่แล้ว…ใช่ ผมมาถึงที่นี่เกือบๆ สองทุ่ม

สภาพเปียกปอนไปทั้งตัว จนพี่เจ้าหน้าที่บอกให้กินข้าวก่อน

เกือบเก็บสำรับอาหารไปแล้วเพราะคิดว่าจะไม่มา ยังไม่ต้องรีบอาบน้ำ

อาหารพื้นเมืองง่ายๆ แต่ยอมรับเลยว่าอร่อยสุดๆ

ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางเป็นชูรสอย่างดีที่ทำให้มื้อนี้เป็นมื้อที่วิเศษ

น้ำพริกอ่อง ผักต้ม แกงจืด

และที่ขาดไม่ได้ก็คือ เหล้าพื้นเมือง ทำเป็นเล่นไป ดีกรีแรงใช่ย่อย

เรานั่งคุยกันอยู่พักใหญ่ ทั้งผมและพี่เจ้าหน้าที่ขอตัวแยกย้ายไปพักผ่อน

ผมเลือกบ้านทรงเอเฟรม ที่มีลานหน้าบ้านสำหรับนั่งมองดูดาวได้ เวลานี้ฟ้าเปิดแล้ว

ฝนหยุดตก มีแต่เสียงน้ำหยดจากใบไม้เป็นระยะๆ

ผมค่อยๆ นั่งลงบนระเบียงหน้าบ้าน

ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินทางตลอดทั้งวัน

มองไปบนฟ้ามืดผ่านทิวสนเป็นฉากหน้า ดาวระยิบระยับเต็มฟ้า

สวยขนาดไหนน่ะเหรอ?

ผมคงเทียบความรู้สึกเป็นคำพูดไม่ได้…แค่คุณมาอยู่ที่นี่..เวลานี้..แล้วคุณจะเข้าใจมันเอง..

ผมปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างช้าๆ กับสภาพแวดล้อมโดยรอบ มันมีความสุขดีนะ

สุขแบบที่ไม่ต้องมีอะไรเลย มีแค่นี้จริงๆ …

 

06.30 น. วันนี้ผมตื่นเช้าผิดปกติ

อาจเป็นเพราะนอนหลับเต็มอิ่มและบรรยากาศดีๆ เมื่อคืนก็เป็นได้

ก่อนอาหารเช้า ผมเดินไปอ่างเก็บน้ำ เก็บภาพเล็กน้อย หยดน้ำค้างยังคงเกาะบนต้นสน

หมอกลอยอ้อยอิ่งเหนือผิวน้ำ ไม่นานแดดก็ออกซะแล้ว หน้าฝนแบบนี้

ไม่ค่อยมีใครมาที่นี่หรอก ถึงอากาศจะสดกว่า คนน้อยกว่า

ผมถึงเลือกมาช่วงนี้ไง…

หลังมื้อเช้า ผมโบกมือลาพี่เจ้าหน้าที่ แวะไปวัดจันทร์

(วัดใส่แว่น..เค้าเรียกกันแบบนั้น) ก็แปลกดีครับ

ไปเจอฝรั่งตะลุยรถเอนดูโร่มาจากสะเมิง ทรหดจริงๆ

ไม่ทันเท่าไหร่ผมก็ต้องจากที่นี่ไปแล้วเหมือนกัน

ผมมองทิวสนที่ค่อยๆ เคลื่อนผ่านกระจกมองหลังไปอย่างช้าๆ

และบอกกับตัวเองว่า….ก่อนหมดฝน ผมจะกลับมาที่นี่อีก…

 

 

Contributor

Urban Creature

กองบรรณาธิการ Urban Creature