LIFESTYLE

‘ดอยสิงห์’ ประสบการณ์ที่มีค่ามากกว่าแค่เดินป่า


บันทึกปลายฝนต้นหนาวของเดือนกันยายน เราเดินทางไปตำบลแม่เหาะ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อเปิดโลกการเดินป่าครั้งแรกของเรา


‘ดอยสิงห์’
คือปลายทางอันทรหดในครั้งนี้ เส้นทาง 3.5 กิโลเมตร ที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เราต้องเหยียบพื้นดินที่เปียกชุ่มด้วยสายฝนพร้อมฝ่าสายหมอก ลม และฝนฟ้า เพื่อเข้าไปสัมผัสธรรมชาติของป่าอย่างแท้จริง


ที่นี่ผสมผสานไว้ด้วยกันถึง 3 ป่า คือป่าเต็งรัง ป่าสนเขา และป่าดิบเขา ตอกย้ำความอุดมสมบูรณ์ของดอยสิงห์ได้เป็นอย่างดี ธรรมชาติช่วยปลอบประโลมความเหนื่อยล้า และความยุ่งเหยิงจากเมืองกรุง ให้เราหันมาใกล้ชิดระบบนิเวศและสูดอากาศบริสุทธิ์ จนความอ่อนเปลี้ยเพลียแรงจากการทำงานนั้นจางลงไป


โลกใบนี้มีพืชที่เรียกว่า เฟิร์น มอส และไลเคน พืชขนาดเล็กสลับใหญ่ ขึ้นเรียงกันแน่นคล้ายพรมสีเขียวสด เชื้อราที่เรารู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างพวกเห็ด รา ทั้งหมดนี้เป็นเหมือนตัวกลางที่ช่วยจัดระเบียบ และทำหน้าที่เป็นทางเชื่อมให้ผืนป่าอย่างไม่น่าเชื่อ การมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในป่า มันบ่งบอกว่าป่าแห่งนี้สมบูรณ์แค่ไหน ต้นไม้ใหญ่ขึ้นเกี่ยวพันกันให้เราได้ยึดเหนี่ยวขณะเดินทาง ส่วนเศษไม้ใบหญ้า ล้วนช่วยให้เดินง่ายขึ้นในช่วงที่ทางเดินลื่น


หากเปรียบการเดินทางครั้งนี้กับสังคมที่เราอยู่ การทำตัวเองเป็นศูนย์กลางของคนรอบตัวอาจไม่สำคัญเท่ากับการทำตัวเราให้เล็กจิ๋วและเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังโดยไม่คาดหวังให้เขาเป็นในแบบที่เราต้องการ จากคนแปลกหน้าที่เดินทางด้วยกัน กลับแปรเปลี่ยนมาเป็นพี่ น้อง และเพื่อน ที่คอยช่วยเหลือ พยุง และยื่นมือให้ยามตกที่นั่งลำบาก


นี่คือสิ่งที่เราอยากเห็น และอยากให้มีในเมืองกรุง เพราะการใส่ใจสิ่งเล็กน้อย มันเปลี่ยนความเป็นตัวเราได้เหมือนกัน นี่แหละ ที่ช่วยให้ชีวิตมนุษย์สมบูรณ์แบบ และให้หัวใจดวงน้อยๆ ได้รับความสุขเล็กๆ

สมุดบันทึกการเดินทางของสิ่งมีชีวิต บนดาวที่ชื่อว่า ‘โลก’

01 | เขตป่าแรก ทักทายเพื่อนใหม่


ชาวดอยนำเราเดินลุยป่า และเล่าว่าที่ที่เราเห็นคือป่าเต็งรัง หรือเรียกกันว่าป่าแดง พบอยู่ทั่วไปในที่ราบและภูเขาภาคเหนือ ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่บนเขาที่มีดินตื้น พี่เขาเล่าว่าพืชส่วนใหญ่ที่พบ อย่างพวกเต็ง  รัง เหียง หญ้าเพ็ก ปรง จัดอยู่ในประเภทป่าไม้ผลัดใบ ตรงนี้เดินทางง่ายหน่อย ไม่ต้องปีนป่ายอะไรมาก ป่านี้ใจดีจัง พบคนแปลกหน้ามากมายที่ต่างก้าวเดินเพื่อจุดหมายปลายทาง สำหรับเราแล้วถึงช้าหน่อยแต่ถึงแน่นอน

02 | เขตป่าดิบเขา คือการใช้เวลาทบทวนเรื่องราวรอบตัว


ป่าชนิดนี้เกิดขึ้นในพื้นที่สูงๆ มีปริมาณน้ำฝนเยอะ ส่วนใหญ่อยู่บนเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ พืชที่สำคัญได้แก่ กอสีเสียด แก่งสนสามพันปี และไม้พื้นล่าง อย่างพวกเฟิร์น กล้วยไม้ดิน มอสต่างๆ ทำให้อากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เราหยุดเดินไปชั่วครู่เพราะอยากโอบรับอากาศดีๆ แบบที่หาไม่ได้ในเมืองกรุง ยอมรับว่าเราอดคิดถึงออฟฟิศ รถไฟฟ้า เรือ และร้านสะดวกซื้ออยู่หน่อยๆ


เดินต่อมาอีกนิด สารแห่งความสุขพุ่งทยานจนแทบจะไม่อยากเดินต่อแล้ว เมื่อคุณไลเคนออกมาทักทาย ไลเคนเรนเดียร์ สิ่งเหล่านี้เป็นตัวบ่งบอกว่าธรรมชาติสมบูรณ์แค่ไหน และอากาศบนดอยสิงห์นั้นบริสุทธิ์เพียงใด เพราะหากอากาศไม่ดีเราจะไม่มีทางพบกันเลย พี่ข้างหน้ายื่นมือให้เราถ่ายรูป เพราะเห็นว่าเราดูตื่นเต้นและพูดไม่หยุด พร้อมแอบหยิบสมุดขึ้นมาบันทึกสักหน่อย 

03 | เขตป่าสนเขา ไม่สนเราใช่ไหม


เราพยายามเดินตามพี่ที่บอกว่าตอนนี้เราอยู่ไหนแล้ว ป่าสนเขามักอยู่ตามภูเขาสูง บางครั้งพบขึ้นปนอยู่กับป่าแดงและป่าดิบเขา ป่าสนเขามีลักษณะเป็นป่าโปร่ง พันธุ์ไม้ที่สำคัญของป่าชนิดนี้คือ สนสองใบและสนสามใบ จัดอยู่ในประเภทป่าไม้ไม่ผลัดใบ ป่านี้เริ่มใจร้ายหน่อยๆ เพราะมีแต่ทางลาดชัน เราได้แต่พยุงตัวกับการเกาะกิ่งไม้ไปเรื่อยๆ จนอากาศเริ่มหนาวเย็นมีหมอกเล็กน้อยเข้ามาแทรกเป็นอุปสรรค ขณะเดียวกันก็พาไอเย็นๆ มาโดนหน้าเราให้สดชื่นขึ้น

04 | หางสิงห์ ตัวสิงห์


ชาวดอยที่พาเราเดิน เขาบอกว่าดอยสิงห์แห่งนี้มีทรงคล้ายสิงโต เลยเป็นที่มาของชื่อดอย โดยการเดินป่าจะต้องเริ่มจากบริเวณหางสิงห์ไปหัวสิงห์เพื่อชมวิวอันสวยงาม 


เราออกสตาร์ทจากหางสิงห์มาพักใหญ่ แต่ไหงตอนนี้ยังคงอยู่ตรงหางสิงห์ อาการหน้ามืดเริ่มเข้ามาทักทาย เราขอนั่งพักสักแป๊บ เพื่อมองทิวทัศน์หมู่บ้านแม่เหาะที่เรียงรายสวยงามอยู่เบื้องล่าง ทันใดนั้นเสียงตะโกนก็ดังมาแต่ไกล “พี่ดาว !  อยู่ไหน” เป็นเสียงของน้องที่นำเรามาก่อนหน้า เรารีบลุกแล้วเดินไปหาน้อง จากคนแปลกหน้าเปลี่ยนมาเป็นน้องพี่ในชั่วพริบตา “อีกนิดเราจะถึงหัวสิงห์กันแล้ว” เสียงพี่ผู้ชายคนหนึ่งจะโกน ตอนนี้เราเดินมาหยุดที่ตัวสิงห์ ทางตรงนี้สูงมาก เป็นทางเล็กแคบ และทอดลงไปยังบริเวณหัวสิงห์ เราตัดสินใจเดินต่อไป บางคนบอกว่าพอแล้วแค่นี้แหละ แต่เราคิดว่าไหนๆ มาแล้วเราก็อยากไปให้สุด 

05 | หัวสิงห์ ขอหยุดเวลาไว้ แล้วสูดอากาศให้เต็มปอด


หัวใจเต้นแรงหน่อยๆ เพราะทางตรงนี้แคบมาก พอผ่านมาได้ก็ทำให้หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เรามองเห็นภูเขาสลับกันไปมา สีเขียวอ่อนเข้มตัดสลับกันดูสวยงามจนอยากหยุดเวลาเอาไว้ตรงนี้ เราคิดว่าการเดินทางในระยะ 3-4 กิโลเมตร นั้นคุ้มค่ากับการพาร่างกายขึ้นมาให้เห็นสักครั้ง 


ที่นี่อาจจะไม่ได้สวยเท่าที่อื่น แต่ระหว่างทางที่เดินขึ้นมาก็ทำให้เราได้สัมผัสแล้วว่า ความตัวใหญ่ของเรา ไม่เท่ากับความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติเลย การลดทิฐิของตัวเองลงแล้วเปิดใจให้กว้าง ยอมรับความมีน้ำใจของคนแปลกหน้า ก็ทำให้หัวใจเราพองโต

06 | ธรรมชาติกับความสุข


ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสเดินทางแบบนี้อีกเมื่อไหร่ แต่จากการเดินขึ้นดอยสิงห์ครั้งนี้ เราบอกกับตัวเองได้เต็มเปาว่า

“ธรรมชาติเป็นครูที่ยิ่งใหญ่ให้กับเราเสมอ”

เพราะหากเปรียบเทียบการเดินทางครั้งนี้กับสังคมที่เราอยู่ การทำตัวเองเป็นศูนย์กลางของคนรอบตัวอาจไม่สำคัญเท่ากับการทำตัวเราให้เล็กจิ๋วและเปิดใจให้กว้าง ยอมรับฟังโดยไม่คาดหวังให้เขาเป็นในแบบที่เราต้องการ และการปันน้ำใจกันเป็นสิ่งเล็กๆ ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมแห่งนี้  สิ่งเล็กๆนี้เริ่มต้นที่ตัวเราเพียงแค่นี้ก็เป็นการสร้างความสุขในใจแล้ว


บนดอยสิงห์แห่งนี้ เราอยากให้ทุกคนได้มาสัมผัสและมีโอกาสได้เห็นเหมือนที่เราเห็น สำหรับการเดินทางไปยังดอยหัวสิงห์นั้น สามารถเดินเท้าจากบริเวณร้านกาแฟสดรสแม่เหาะของศูนย์พัฒนาสังคม หน่วยที่ 43 เป็นระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร หรืออีกหนึ่งวิธีคือนั่งรถกระบะชุมชนไปส่งปลายทางขึ้นเขาจากด้านหลังตีนเขา แล้วเดินเท้าเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร ก็สามารถขึ้นดอยหัวสิงห์ได้เช่นกัน

Contributor

Dao

ชอบประวัติศาสตร์ หลงใหลในวัฒนธรรมอินเดีย งานอดิเรกคือการท่องเที่ยว ความฝันสูงสุดคือการเห็นหิมาลัย บั้นปลายชีวิตอยากศึกษาธรรมะอย่างจริงจัง