• เมื่อปี 2012 อยู่ๆ ก็มีปริศนารหัสลับอินเตอร์เน็ตที่ลึกลับและซับซ้อนที่สุด ที่ทำเอาโปรแกรมเมอร์                   แฮคเกอร์ และนักถอดรหัสดิจิตอลมือดีหัวหมุนกันทั่วโลก

• กลุ่มคน หรือ องค์กร ที่เรียกตัวเองว่า Cicada 3301 ปล่อยปริศนาออกมาท้าทายอินเตอร์เน็ตเพื่อ                หวังจะตามหากลุ่มคนอัจฉริยะเข้าไปร่วมงานด้วย?!

• คำใบ้และการไขรหัสที่กินเวลาเกินกว่า 3 ปี ที่ปัจจุบันนี้บางคำใบ้ก็ยังไม่มีใครไขรหัสได้? และคนที่                  อ้างตนเป็นผู้ชนะ เค้าชนะจริงหรือ? และที่กลุ่ม Cicada 3301 คือใคร ต้องการอะไร?

• ปริศนาดิจิตอลที่ผู้คิดจะต้องมีความรู้ลึกรู้จริงด้านการเข้ารหัส โปรแกรมิ่ง ศิลปศาสตร์ ประวัติศาสตร์                ภาษาศาสตร์ ปรัชญา และ ดนตรี เป็นอย่างดี ทั้งการอ้างอิงหนังสือแห่งความตาย ประวัติศาสตร์                    การเข้ารหัสสมัยกรุงโรม ไปจนถึงการซ่อนตัวอักษรไว้ในไฟล์เพลง

เมื่อปี 2012 บนเว็บบอร์ด 4chan (4chan ว่าง่ายๆ ก็เป็นบอร์ดกระทู้คล้ายๆ พันทิป หรือ reddit ซึ่งจะมีบอร์ดย่อยๆ รูปแบบเว็บไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีกราฟิกยุ่งยาก แต่ก็จะมีสาวกที่สิงกันอยู่ในห้องย่อยต่างๆ ไม่ต่างจากห้องพันทิป) มี user หนึ่งที่ใช้ชื่อว่า Cicada 3301 ได้โพสต์รูป text based รูปหนึ่งซึ่งไม่มีอะไรเลย นอกจากพื้นหลังสีดำ และข้อความที่บอกว่า

“เรากำลังตามหากลุ่มคนที่ชาญฉลาดอยู่ เราเลยออกแบบบททดสอบขึ้นมา ในรูปนี้มีข้อความซ่อนอยู่ หาให้เจอ แล้วตามคำใบ้มาเรื่อยๆ คุณจะเจอเรา พวกเรารอคอยที่จะได้เจอกับกลุ่มคนที่สามารถไปจนสุดทางได้ โชคดีนะ 3301”

ซึ่งตอนแรกชาวบอร์ดก็คิดว่าเป็นรูปไร้สาระ จนกระทั่งมีคนมองออกว่านี่เป็นปริศนาแบบเข้ารหัส (cryptology) ที่ซ่อนโค้ดบางอย่างไว้ข้างในอย่างแน่นอน ปัญหาคือจะต้องมองแบบไหน ไขอย่างไร เพื่อจะหาข้อความที่ซ่อนอยู่ มีคนทั้งพยายามเปิดรูปแบบไฟล์ .rar เอาไปปรับแสงใน Photoshop ต่างๆ นานา จนกระทั่งมีคนเอารูปไปเปิดมันในโปรแกรม Notepad เนี่ยแหละ จนได้ค้นพบกับโค้ดของรูปภาพ ซึ่งบรรทัดข้างล่างที่ซ่อนอยู่ในโค้ดคือคำใบ้ถัดไป..

ภายในโค้ดของรูปปริศนาที่หนึ่ง มีบรรทัดเกือบล่างสุดเขียนว่า “CLAVDIVS CAESAR says..” พร้อมกับขบวนตัวอักษรและตัวเลขต่อท้ายที่ดูแรนดอม อ่านไม่ได้ และไม่มีความหมายใดๆ อ๊ะๆ แต่ในสายตาชาวนักถอดรหัสนั้น คำใบ้นี้มันคือสิ่งที่เรียกว่า “Caesar Cipher” อย่างแน่นอน Caesar Cipher คือเทคนิคหนึ่งในการเข้ารหัสข้อความโดยการเลื่อนถัดตัวอักษร หรือการ shift ตัวอักษรถัดไปกี่ตัวก็ว่ากันไป เช่น ถ้า shift ไป 1 ตำแหน่ง ตัว B ก็จะหมายถึงตัว A หรือ ตัว E ก็หมายถึงตัว D ซึ่งการเข้ารหัสแบบนี้ถูกตั้งชื่อตาม Julius Caesar เพราะว่าเขาใช้ระบบนี้ในการเข้ารหัสข้อความทางการทหารสมัยโรมัน ส่วนในกรณีคำใบ้นี้ มีคนถอดรหัสได้ว่าต้องเลื่อนถัดตัวอักษรไป 4 ตัว เพราะคำใบ้ CLAVDIVS CAESAR ก็คือ Claudius Caesar กษัตริย์โรมันคนที่ 4 นั่นเอง! พอถอดรหัสออกมาได้ โค้ดเหล่านั้นก็คือลิ้งค์เว็บไซท์ที่นำไปสู่คำใบ้ถัดไป..

รูปเจ้าเป็ดน้อยตัวหลอก ที่บอกว่าคุณโดนหลอกแล้วจ้า

“Looks like you can’t guess how to get the message out.”

ทางตันเหรอ? หลอกใครก็ได้ แต่หลอกนักสืบพันทิป เอ้ย! นักสืบ 4chan ไม่ได้หรอก เพราะดูข้อความดีๆ แล้ว นักถอดรหัสรู้เลยว่าเขาให้ใช้โปรแกรมที่ชื่อว่า “Out Guess” เปิดรูปเป็ดน้อย ก็จะมีลิ้งค์โผล่มาสำหรับคำใบ้ถัดไป ซึ่งเป็นลิสต์ที่เรียกว่า “book code” ยาวเหยียด ซึ่งเป็นเลขประมาณว่า 1:15 25:30 2:14 อะไรแบบนี้ พร้อมกับลิ้งค์เว็บ Reddit ที่พาไปสู่หน้า subreddit (ห้องย่อยของเว็บ Reddit เหมือนห้องต่างๆ ในพันทิป) ถึงจุดนี้เราจะไม่ลงลึกแล้วนะ เพราะว่ามันซับซ้อนยิ่งกว่าดาวินชี่! ในหน้านั้นมีทั้งเลขของอารยธรรมมายา เซ็ทโค้ดต่างๆ ยาวเหยียด ซึ่งต้องถอดรหัสชุดตัวเลขเพื่อจะได้ตัวอักษร ต้องใช้โปรแกรมต่างๆ ช่วยในการถอดรหัส ซึ่งออกมาเป็นข้อความจากหนังสือนิทานโบราณเล่มหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “The Mabinogion” ซึ่งคนคิดคำใบ้จะต้องมีความรู้ และความสนใจในประวัติศาสตร์และภาษาศาสตร์อย่างมากถึงจะรู้จัก ซึ่งเลข book code ที่พูดถึงก่อนหน้านี้ ก็คือตัวเลขที่บ่งบอกถึงบรรทัดและลำดับตัวอักษรในบรรทัดนั้นๆ เช่น 1:15 ก็หมายถึงให้หาตัวอักษรตัวที่ 15 ของบรรทัดที่ 1 ทำแบบนี้ไปจนสุด list ก็จะได้ข้อความที่บอกว่าให้โทรศัพท์ไปที่เบอร์นี้ๆ ซึ่งจะนำไปสู่คำใบ้ถัดไป..

เสียงในสายบอกว่าให้นำตัวเลข 3 ชุดมาคูณกัน และใส่ .com เข้าไป ซึ่งหนึ่งในตัวเลขนั้นก็คือเลข 3301 ส่วนอีก 2 เลขที่เหลือให้ไปหาเอาเอง คำใบ้ก็คือชุดตัวเลข 2 ชุดที่เหลือนั้น หาได้จากรูปคำใบ้แรกที่ถูกโพสบน 4chan นั่นแหละ สรุปก็มีคนไขรหัสได้ว่าเลขที่ต้องนำมาใช้คือขนาด กว้างxยาว ของรูปคำใบ้แรกนั่นเอง นำมาคูณเข้ากับเลข 3301 ก็จะนำไปสู่เว็บไซท์ที่มีรูปตัว cicada (จั๊กจั่น) พร้อมกันนาฬิกานับถอยหลัง ซึ่งต้องกลับไปดูในคำใบ้ก่อนหน้าที่นำไปถอดรหัสในโปรแกรมต่างๆ ว่าต้องกลับมาเช็คเว็บไซต์อีกทีวันไหน ซึ่งพอถึงวันปั๊บ หน้าเว็บไซต์ก็กลายเป็นเลขระยะพิกัด GPS เต็มไปหมด

เลขระยะพิกัดเหล่านั้น เมื่อนำไปใส่ลงในแผนที่ก็จะแสดงให้เห็นถึงเมืองต่างๆ ทั่วโลกทั้งในประเทศสเปน, รัสเซีย, อเมริกา, ฝรั่งเศษ, ญี่ปุ่น, โปแลนด์ ซึ่งถึงจุดนี้แล้ว แน่นอนว่าเหล่า programmer hacker และนักถอดรหัสทั้งหลายจะต้องทำงานกันเป็นทีมแน่นอน จึงมีการจัดตั้งกลุ่มขึ้นมา เช่น กลุ่ม #decipher (แปลว่านักถอดรหัส) ซึ่งมีเครือข่ายอยู่ทั่วโลก พวกเขาเหล่านี้เดินทางออกไปยังโลกภายนอกจริงๆ เพื่อตามหาคำใบ้ถัดไป ซึ่งพวกเขาก็ได้เจอกับใบปลิวที่มีโลโก้ Cicada 3301 พร้อมกับ QR code ติดอยู่ตามเสาและกำแพงต่างๆ ในเมืองเหล่านั้น เมื่อสแกน QR code ก็จะนำพวกเขาไปยังรูป 2 รูปซึ่งมีข้อความซ่อนอยู่..

เอาล่ะ… ข้อความ 2 ข้อความนี้สำคัญมาก เนื่องจากข้อความหนึ่งจนทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครไขรหัสได้ว่ามันหมายถึงอะไร ส่วนอีกข้อความนั้น เป็นคำใบ้ถึงหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อว่า “Agrippa (the Book of the Dead)” ซึ่งเป็นหนังสือเมื่อหลายสิบปีที่แล้วที่ข้างในมาพร้อมกับแผ่น floppy disk (ใครเกิดไม่ทัน floppy disk คือแผ่นเก็บข้อมูลสี่เหลี่ยมๆ ที่เลิกใช้กันไปแล้ว) ซึ่งข้อความใน disk จะลบตัวเองอัตโนมัติหลังเปิดเพียง 1 ครั้ง ส่วนหนังสือนั้นถูกเขียนด้วยสารเคมีที่จะค่อยๆ เลือนหายไปเมื่อเจอแสง ซึ่งแน่นอนว่าคำใบ้มาพร้อมกับ book code อีกแล้ว ซึ่งเมื่อพอรู้ชื่อหนังสือ ก็จะสามารถค้นหาเว็บไซท์ที่มีเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ได้ เมื่ออ่าน ดีจิตอลไฟล์ของหนังสือเล่มนี้ตามคำสั่งของ book code แล้ว จะออกมาเป็นข้อความที่เป็นลิ้งค์ .onion (url .onion คือ url ของ dark web (เว็บไซต์ที่ตั้งใจซ่อนอำพรางการเข้าถึง) ที่เข้าถึงได้โดยการใช้ tor browser เท่านั้น (ท่องออนไลน์แบบไม่เปิดเผยตัวตน) คือ ไม่สามารถใช้ google หาเจอได้ ไม่สามารถเข้าถึงได้ด้วย browser ทั่วไป) และเมื่อเข้าไปแล้วก็จะเจอคำสั่งให้สร้างอีเมลขึ้นมาใหม่เพื่อรอรับคำสั่งต่อไป..

มาถึงจุดนี้ บอกเลยว่าอะไรๆ ก็จะซับซ้อนและยากขึ้นเรื่อยๆ Cicada 3301 จะส่งข้อความที่เปลี่ยนเป็นรหัส RSA encryption มาให้พวกเขาเหล่านั้นถอดรหัส ซึ่งก็ต้องใช้ภาษา Python และสกิลการถอดรหัสแบบโปรแกรมเมอร์ขั้นลึกกันเลยทีเดียว เราจะข้ามมันไป และเมื่อถอดรหัสจนได้เซ็ทตัวเลขมาก็แจ้ง Cicada 3301 กลับไปทางอีเมล ซึ่งแต่ละคนก็จะได้คีย์เซ็ทตัวเลขที่แตกต่างกันไป เนื่องจากทาง Cicada 3301 ต้องการคนที่ชาญฉลาดจริงๆ ไม่ใช่รวมหัวช่วยกันทำ และถ้าคำตอบของคุณถูกต้อง คุณก็จะได้รับไฟล์เพลง midi มา 1 ไฟล์ ซึ่งเป็นเพลงเปียโนแบบคลาสสิคที่ชวนให้ขนลุกได้ดีทีเดียว ซึ่งแน่นอนภายในไฟล์เพลงนี้มีอะไรซ่อนอยู่พร้อมกับบทกวี “A Song of Liberty” โดย William Blake ซึ่งนักถอดรหัสที่มาถึงขั้นนี้ ต้องมีความรู้ทางด้านดนตรีด้วย เพราะนอกจากต้องนำไฟล์เพลงไปเปิดกับโปรแกรม midi ที่แปลงดนตรีออกมาเป็นตัวเลขของโน้ตและจังหวะต่างๆ แล้ว พวกเขาต้องรู้คีย์และตัวโน้ตเพื่อถอดรหัส ซึ่งพวกเขาค้นพบว่ามันเป็นสองเพลงอัดซ้อนกันอยู่ พอแยกออกมาก็สามารถนำมาถอดรหัสแบบฉลาดเหนือคนได้อีก จนออกมาเป็นข้อความที่ให้พวกเขาส่งอีเมลกลับไปแจ้งทาง Cicada 3301 พร้อมกับรหัสลับของใครของมัน ซึ่งนั้นคือทั้งหมดของปริศนาในปีแรก เพราะว่าขั้นต่อไปนั้น เป็นการส่งคำเชิญแบบส่วนตัวสำหรับผู้ที่ได้ไปต่อ..

มีผู้ที่อ้างตนว่าเขาคือคนที่ได้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายของ Cicada 3301 โดยหนุ่มคนนี้ที่มีชื่อว่า Marcus Wanner เขาได้รับคำเชิญจากทาง Cicada 3301 เมื่อปี 2012 ตอนอายุเพียงแค่ 16 ปี เท่านั้น เขาเล่าว่าหลังจากที่สามารถไขปริศนาไฟล์เพลง midi ได้แล้ว ทาง Cicada 3301 ก็ติดต่อเขาผ่านทางอีเมลที่ให้สร้างขึ้นมา พร้อมกับคำถามที่ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับมุมมองที่มีต่อการเปิดเผยข้อมูลเสรี เช่น ถามว่าเขาเชื่อในการให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเสรีหรือไม่ คิดว่าทุกคนควรจะสามารถใช้อินเตอร์เน็ตแบบ anonymous (ไม่เปิดเผยตัวตน) หรือไม่ และเมื่อเขาตอบคำถามเหล่านั้นกลับไป ทาง Cicada 3301 ก็ได้ลากเขาเข้าไปในแชทกรุ๊ปที่มีเขา และคนที่ผ่านเข้ารอบอีกประมาณ 20 คน ซึ่ง Marcus เล่าว่า

“จุดประสงค์ของ Cicada 3301 นั้นเพื่อหากลุ่มคนมาคิดค้นและพัฒนาระบบความปลอดภัย เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลบนโลกอินเตอร์เน็ต”

ซึ่งกลุ่มคนที่เข้ารอบนั้นตามคำบอกเล่าของ Marcus ไม่ค่อย active เท่าไหร่นัก นอกจากตัวเขาที่คิดโปรเจ็กต์ขึ้นมา พร้อมกับเสนอแนะไอเดียและพัฒนาโปรแกรมจนเป็นรูปเป็นร่าง แต่กลับไม่มีใครสนใจแม้แต่จะดูด้วยซ้ำ นั่นอาจเป็นเพราะว่าทุกคนที่ผ่านเข้ารอบ คิดว่าจะได้ทำงานให้กับอะไรคูลๆ เช่น CIA หรือทีม hacker หรือองค์กรลับระดับพระกาฬ แต่กลับกลายเป็นว่าให้มานั่งพัฒนาระบบธรรมดาๆ เสียนี่ จนผ่านไปเกือบปี ห้องแชทนี้ก็ได้ปิดตัวลง ไม่มีใครสามารถเข้าไปได้อีก และทาง Cicada 3301 ก็ขาดการติดต่อกับเขาไปเป็นเวลา 1 ปีกับอีก 1 วัน หลังจากครั้งแรกที่ทาง Cicada 3301 ออกมาโพสต์รูปริศนาในปี 2012 ทาง Cicada 3301 ก็กลับมาโพสต์ปริศนาอีกในรูปแบบคล้ายเดิมอีกครั้ง โดยที่เพิ่มความยากในบางคำใบ้ อย่างเช่นคำใบ้ด่านสุดท้ายที่เป็นหนังสือภาษารูน ที่ทาง Cicada 3301 เขียนขึ้นมาเอง มีชื่อว่า “Liber Primus” อันโด่งดัง จนทุกวันนี้ก็ว่ากันว่ามีคนไขรหัสไปได้แค่เพียงไม่ถึงครึ่งเล่ม ทำให้การไขปริศนานั้นยุติลง และพวกเขาก็กลับมาใหม่ในปีถัดไป พร้อมกับบอกว่าปีนี้จะไม่มีใครได้ไปต่อจนกว่าจะหนังสือ Liber Primus จะถูกไขได้ จนกระทั่งเวลาผ่านไป ผู้ผ่านเข้ารอบต่างๆ รวมถึง Marcus Wanner ได้รับข้อความจากทาง Cicada 3301 ว่า “พวกเขาได้เจอกลุ่มคนที่ชาญฉลาดแล้ว” ถึงจะไม่มีใครออกมาแสดงตัวก็ตาม และร่องรอยของ Cicada 3301 ไม่ว่าจะเป็น account ต่างๆ ตามแชทรูม หรือเว็บไซต์ก็ค่อยๆ ถูกลบไป

ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่า Cicada 3301 คือใคร และแท้จริงแล้วต้องการอะไร หรือพวกเขาหายไปไหน แต่จากระดับความซับซ้อนและความเล่นใหญ่ของปริศนาต่างๆ บวกกับความสามารถในการเข้ารหัส รวมถึงความสามารถในการแปะป้าย QR Code ตามสถานที่จริงทั่วโลกได้ อย่างไรก็ต้องไม่ใช่การทำขึ้นมาเล่นๆ ไม่มีจุดหมาย หรือเป็นเพียงแค่กลุ่มคนตัวเล็กๆ แน่นอน แต่ต้องเป็นองค์กรที่มีเครือข่ายและมีคนที่ต้องมีความรู้ทางด้านศิลปะ ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ภาษาศาสตร์ ดนตรี เลข และโปรแกรมมิ่งเป็นอย่างดี หลายๆ คนเชื่อว่าปริศนาเหล่านี้ยุติลง ไม่ใช่เพียงเพราะว่าพวกเขาหายไปดื้อๆ หากแต่ต้องมีคนที่ไขปริศนาเหล่านี้ได้ และทำงานอยู่กับ Cicada 3301 แล้วจริงๆ ก็เป็นได้ และปริศนาคำใบ้ที่เชื่อกันว่าชาตินี้ก็ไม่มีใครไขได้ ก็อาจจะมีคนที่สามารถไขมันได้จริงๆ แต่ไม่ปริปากบอกใคร และทำให้พวกเขาได้เป็นผู้เข้ารอบสุดท้ายที่แท้จริงต่างหาก

ใครสนใจและอยากตามอ่านต่อ ลองเอาชื่อ Cicada 3301 หรือคีย์เวิร์ดต่างๆ ในโพสต์นี้ไปเสิร์ชอ่านต่อแบบเจาะลึกหรือหาดูวีดีโอใน Youtube ก็มี หรือใครอยากรู้อะไรเพิ่มเติม หรือคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้มาคุยกันในคอมเมนต์ได้เลย

Facebook Comments