“เทพบาร์” จิบสุราสมุนไพร บนเสียงเพลงไทยที่คละคลุ้งไปด้วยมนต์สะกด

ในยามราตรีจิตใจนึกสนุกอยากออกไปแฮงค์เอาท์กับเพื่อนๆ หากพูดถึงบาร์ในเมืองกรุง คงนึกถึงแต่ย่านดังๆ อย่างเอกมัย ทองหล่อ อารีย์ หรือถนนข้าวสาร สไตล์การออกแบบ เพลงที่เปิด รวมถึงอาหารเครื่องดื่มคงไม่หนีห่างกันมากนัก ผิดกับบาร์แห่งหนึ่งย่านนานา (วงเวียน 22 กรกฎา) ถึงจะดูเล็กและอยู่ในมุมหลืบ แต่อัดแน่นด้วยเอกลักษณ์ความเป็นไทยอย่างแท้จริง ซึ่งถ่ายทอดให้เราได้สัมผัสครบด้านทั้งรูป รส กลิ่น เสียง เพียงแค่มองหน้าร้านยังไม่ก้าวขาเข้าไป เสมือนถูกมนต์สะกดให้เราอยากไปค้นหาเป็นอย่างมาก อีกทั้งเมื่อพูดคุยลึกลงไปกับทั้งสองท่านคือ “พี่อาร์ต – รมณียา ไชยวสุ” และ “พี่ก้อง – ก้อง เลิศกังวาลไกล” ยิ่งคุยเท่าไหร่ “เทพบาร์” ก็ยิ่งมีเสน่ห์ในฉบับตนเองมากขึ้นเท่านั้น และได้ประกาศว่าตัวเองเป็น “First Thai Cultural Bar”

เปลี่ยนตรอกผุพัง ให้เป็นเทพบาร์ 

ก่อนจะเป็น “เทพบาร์” พื้นที่ตรงที่เรานั่งไม่ได้สวยงามขนาดนี้ พี่ก้องเล่าให้ฟังว่า เมื่อปี 2556 คนในทีมต่างคุยกันว่าเบื่องานที่ทำอยู่ อยากจะออกมาทำอะไรกันเองดูบ้าง เลยมองบ้านเราเป็นหลัก ซึ่งคิดขึ้นได้ว่า ในสายตาฝรั่งนั้นชอบมองประเทศไทยอยู่ไม่กี่อย่าง ผู้หญิง ยาเสพติด คอรัปชั่น โดยทีมรู้สึกว่ามุมดีๆ ยังมีอยู่เยอะมาก อีกอย่างพี่ก้องได้ไปเจอมาเรื่องค่านิยมของคนไทย มักจะชอบดูถูกตัวเองอีกด้วย หากหลายคนได้สังเกตร้านอาหารทุกหัวมุมถนนมักจะมีร้านอาหารญี่ปุ่น หรืออาหารของต่างชาติ แต่ทำไมร้านอาหารไทยจริงๆ กลายเป็นว่าน้อยลง  เด็กไทยรุ่นใหม่บางกลุ่มยังมองว่าไทย “เชย” อยู่เสมอ 

พี่ก้องและทีมเลยตั้งต้นขึ้นว่าอยากทำสักโปรเจ็กต์ที่ชื่อว่า “เทพ ซึ่งมีสองความหมายซ่อนอยู่คือตัวย่อจากคำว่า กรุงเทพฯ และคำแสลงที่ชอบพูดกันถ้าหากทำอะไรดีๆ เจ๋งๆ คนจะบอกว่า เทพสุดๆ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทีมตัดสินใจหันหลังให้กับงานประจำ และออกมาทำ “เทพบาร์” อย่างเต็มตัว 

เมื่อได้คอนเซปต์แล้วทุกคนนั่งตุ๊กๆ ออกไปหาพื้นที่จัดตั้งร้านทันที ด้วยเหตุผลเดียวกันที่ว่า อยากได้ย่านที่มีเรื่องเล่า หรือมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ที่หลงเหลืออยู่ ไปทั้งย่านเจริญกรุง แต่น่าเสียดายที่ราคาสูงพอตัว พอมาดูย่านถนนพระอาทิตย์ พื้นที่ก็เล็กไป เรียกว่าเฟ้นหากันสุดฤทธิ์สุดเดช จังหวะนั้นมีคนปิ๊งในหัวขึ้นมาได้ว่าต้องไป “ย่านนานา” วงเวียน 22 กรกฎา

ด้วยความไม่รู้เรื่องพื้นที่ ทางร้านขายของเก่าแถวๆ นั้น เป็นคนแนะนำว่ามีที่ให้เช่าแถวๆ ศาลเจ้า แค่ก้าวเท้าเข้าไปทุกคนแถบผงะ แต่สุดท้ายทุกคนตกลงปลงใจว่ายังไงก็จะเลือกตึกแถวย่านนี้ ความตื่นเต้นไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะเมื่อเปิดประตูตึกที่ต้องการเช่าเข้าไป ขนแขนถึงกับลุกซู่ เพราะมีเสาต้นหนึ่งตั้งอยู่กลางบ้านและมีผ้าแดงผูกไว้ หยากไย่เกาะฝุ่นจับ ข้าวของของคนที่อยู่มาก่อนไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปไหน หากจะถอนหายใจตรงนั้นก็คงไม่แปลกอะไร เมื่อเอาเรื่องนี้ไปบอกเพื่อนๆ คนอื่น ใครล่ะจะเชียร์ให้ทำร้านตรงนี้ แต่สุดท้ายก็ทำจนได้….

ตึกนี้ต้องขอบอกก่อนเลยว่ามีอายุมากว่า 97 ปี เกือบจะร้อยปีแล้ว อีกทั้งไม่มีบ้านเลขที่มาก่อน จำเป็นต้องไปดูโฉนดและยื่นขอบ้านเลขที่ หรือที่ตั้งนั่นเอง เมื่อดูโฉนดยังคงเป็นชื่อสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวอยู่เลย ตอนนั้นทุกคนก็เพิ่งรู้เมื่อมาทำสัญญาเช่า เมื่อย่านมีเรื่องราวความเป็นไทยแล้ว อาหารและเครื่องดื่มคงไม่พ้นความเป็นไทย ที่ใช้ทั้งความคิดสร้างสรรค์ ความละเอียด และเอาใจใส่อย่างลึกซึ้ง จึงไม่แปลกใจเลยว่า เมื่อเริ่มคุยกับ “พี่อาร์ต – รมณียา ไชยวสุ” ทุกจานและทุกแก้วต่างมีเรื่องเล่า 

จับคู่อย่างลงตัว จิบเครื่องดื่มชิมกับแกล้ม

มาบาร์ในยามค่ำคืนแต่ต้องมาเปิดเมนูไทยๆ ที่ร้านใช้กระดานชนวนวางเมนูอาหารลงไป แค่เริ่มก็ชวนหลายคนตื่นเต้นไม่ใช่น้อย สั่งธรรมดาคงไม่ได้ Urban Eat จึงขอให้พี่อาร์ตจับคู่อาหารพร้อมกับแกล้มมาให้เราลิ้มรสกัน กินไปฟังเพลงไทยไป บอกได้เลยว่ารูป รส กลิ่น เสียง จัดเต็ม 

มาเริ่มที่คู่แรกกันก่อน “สงกรานต์ – หมูสร่ง”

เครื่องดื่มสงกรานต์ แค่ได้ยินชื่อช่างเย็นฉ่ำ เมื่อเห็นหน้าตาก็อยากดื่มแบบไม่รีรอ ร้านเสิร์ฟด้วยขันสีทอง ซึ่งขันน้ำนั้นสะท้อนความเป็นไทยได้เป็นอย่างดี เวลาแขกไปใครมาก็ต้องใช้ขันใส่น้ำต้อนรับแขก เมื่อดื่มเข้าไปจะได้ความสดชื่นสมชื่อ เพราะเป็นสุราสมุนไพร ผสมกับเสาวรส และน้ำส้มที่เป็นผลไม้ไทย เครื่องดื่มขันนี้นับว่าตัวท็อปๆ ของร้าน ใครมาก็ต้องสั่ง กินคู่กับ “หมูสร่ง” ที่เป็นอาหารไทยโบราณ หลายคนคงคุ้นชื่อจากละครดังช่อง 3 แต่กระซิบบอกก่อนเลยว่า เทพบาร์เขามีเมนูหมูสร่งตั้งแต่เปิดร้านมาเลย ยิ่งละครดังทำให้ร้านยิ่งขายดีหลายคนอยากจะชิมรส โดยเทพบาร์จะไม่ใส่ผงชูรสในการทำอาหาร สูตรหมูสร่งจะใช้สามเกลอเป็นหลัก คือรากผักชี กระเทียม และพริกไทย ซึ่งรากผักชีเป็นเทพของความหอม เรียกอีกชื่อคือเป็นอูมามิไทยก็ได้ เมื่อพันเส้นบะหมี่และนำลงไปทอด เวลาที่กัดเข้าปากจะกรอบและได้ความชุ่มชื่นจากหมูด้านใน เมื่อจิบกับสมุนไพรจะมีความสดชื่นเข้ากัน แต่จริงๆ แล้วสงกรานต์ยังกินกับเมนูอื่นได้ด้วย เช่น ลาบทอด หรือเมนูที่มีความเปรี้ยวหน่อยๆ

“สุดาเตยหอม กุ้งสไบ”

เครื่องดื่มสุดาเตยหอม เพิ่งนำมาออกโรงอวดโฉมเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา เป็นเมนูที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์น้อยที่สุด ดังนั้นทำให้สามารถดื่มได้เรื่อยๆ แบบลืมไปเลยว่ามีเหล้า ซึ่งคนไทยมักจะชอบกินเหล้าผสมโซดาอยู่แล้ว เลยหยิบมาและนำวัตถุดิบของไทยลงไป จนเป็นคอนเซปต์ที่ชื่อว่า “สุดา” มากจากสุราผสมกับโซดา สร้างขึ้นมาเป็นนางละครตัวหนึ่งที่มีถึง 7 คาแร็กเตอร์ เปลี่ยนไปตามวัตถุดิบที่เราจะหยิบขึ้นมาฟิวชันนั่นเอง เช่น บ๊วยจะให้ความแก่น ซน เปรี้ยว หรือสับปะรดจะให้ความสนุกสนาน และอีกหนึ่งเหตุผลที่เลือกเตยหอม เพราะใบเตยใช้ได้ทั้งอาหารและเครื่องดื่ม แถมยังเป็นพืชฤทธิ์เย็น เมื่อนำมาสกัดเย็นจะได้น้ำมันหอมระเหยออกมา ส่วนความหวานที่ได้นั้นไม่ใด้ใส่น้ำเชื่อมแต่อย่างใด แต่ใช้หญ้าหวานแทน และใส่เหล้าพญาเกรดพรีเมี่ยมผสมลงไปกับโซดา เป็นเมนูที่ลูกค้าชาวต่างชาติจะชื่นชอบเป็นพิเศษ 

ส่วนกุ้งสไบที่จัดมาคู่กัน จะเป็นตระกูลเดียวกับหมูสร่ง ที่ทางร้านได้คิดขึ้นมาเอง โดยจะนำตะไคร้ไปเหลาให้แหลมและเสียบกุ้งลงไป แทนการใช้ไม้เสียบก็จะได้ความหอมจากตะไคร้ จากนั้นพันด้วยบะหมี่เหลืองและนำลงไปทอด ที่เรียกชื่อนี้เพราะจะปูบะหมี่ลงไปในจานก่อนเหมือนเป็นที่นอน และนำกุ้งสไบที่ถูกห่มด้วยบะหมี่เหลืองราวกับสไบ เวลาที่กินกับสุดาเตยหอมจะรู้สึกสดชื่นขึ้นไปอีกเนื่องจากตะไคร้และใบเตยเป็นฤทธิ์เย็นทั้งคู่

และคู่สุดท้ายต้องยกให้ “นิลพัท – เนื้อย่างใบตองหอม” ขอพูดถึงเครื่องดื่มก่อน นิลพัทนั้นมีที่มา คือเป็นลิงกายดำและเป็นทหารของพระราม มีนิสัยซุกซนแต่เก่งกาจกล้าหาญ หน้าตาเครื่องดื่มจึงออกมามีสีดำซึ่งใช้ส่วนผสมของไวน์แดง และเฉาก๊วย โรยหน้าด้วยทองแปะอยู่ด้านบน เมื่อกินกับเนื้อย่างใบตองหอมแล้ว จะช่วยเพิ่มรสชาติเนื้อสัมผัสได้ดีขึ้นกว่าเดิม อีกทั้งจะได้กลิ่นหอมจากใบตองคละคลุ้งไปทั่วทั้งปาก ให้อารมณ์เหมือนกินสเต็กเนื้อกับไวน์อย่างไรอย่างนั้น 

ใส่ใจทุกรายละเอียด เปิดหนังสือว่าสมัยก่อนคนไทยกินอะไร…..

เครื่องดื่มและอาหารทุกอย่าง กว่าจะออกมาแต่ละจานไม่ใช่เรื่องง่าย พี่อาร์ตยอมรับว่าตอนคิดเมนูใช้คอนเซปต์ “ทรัพย์ในดินสินในน้ำ” เป็นตัวชูโรง เพราะบ้านเราเองแต่ไหนแต่ไรก็มีความอุดมสมบูรณ์ พืชผัก ผลไม้ ข้าว ปลา มีอยู่อย่างไม่ขาดสาย จึงนำมาใส่ในเครื่องดื่มและอาหารโชว์ความเป็นไทยที่มีความหลากหลาย ทั้งเมนูที่เป็นกับแกล้ม ยำ ทอด หรือย่าง ซึ่งการย่างจะใช้เตาถ่านเพื่อให้ได้กลิ่นหอม แต่ทุกเมนูเกิดจากความค่อยเป็นค่อยไป ไม่ได้ลงเมนูทุกอย่างทีเดียว ยิ่งส่วนผสมในจาน หรือแก้วนั้นๆ จะใช้วัตถุดิบไทยทั้งหมด เพื่อสะท้อนว่า หลายๆ อย่างที่มาจากของไทยเอง ก็ใช้ได้และมีดีไม่แพ้ของต่างชาติเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทั้งหมดนี้พี่อาร์ตได้ลงลึกในรายละเอียดของวัตถุดิบเป็นอย่างมาก ถึงขั้นไปเปิดหนังสือดูเลยว่าคนไทยเขากินอะไรกัน ซึ่งมีภูมิปัญญาไทยสูตรสมัยพระนารายณ์ ตำราอันหนึ่งที่เทพบาร์หยิบมาใช้ คือนำสมุนไพรมาผสมเหล้าอย่างน้ำตาลเมา หรือกระแช่ สุราขาว และหลายอย่างที่มันหายไปจึงนำกลับมาใหม่

สองทุ่มดนตรีขึ้น เพลงไทย ที่ชวนขยับขา 

ทั้งพี่อาร์ต และพี่ก้อง ต้องการให้ทุกคนที่มาเยือนที่นี้ได้รับประสบการณ์ครบทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง และสัมผัส อีกทั้งดนตรีไทยอยู่กับคนไทยมาตั้งแต่เกิด ยันตายก็ว่าได้ ทั้งงานรื่นเริงที่มักจะใช้เพลงพื้นบ้านไว้จีบสาวที่ตนชอบ หรือพายเรือก็ยังมีดนตรี แม้กระทั่งงานศพก็มีเสียงดนตรีเช่นกัน อีกทั้งชาวบ้านสมัยก่อนมีความพิถีพิถันในการรับฟังเป็นอย่างมาก ดังนั้นกินอาหารก็ต้องมีดนตรีขับกล่อม หรือมีดนตรีก็ต้องมีละครให้ดู ซึ่งหายากมากที่คนไทยจะได้ฟังดนตรีสด แต่เมื่อพระราชินีในรัชกาลที่ 9 กลับมาทำโขนอีกครั้งพวกเราถึงได้รับชมรับฟังกันมากขึ้น

ซึ่งวงดนตรีที่มาเล่นในร้านเทพบาร์มี 3 ค่ายคือ จุฬาฯ, มศว และวงเวียน 22 กรกฎา ซึ่งวันพฤหัสบดีกับวันเสาร์จะเป็นวงมศว เป็นเครื่องสายเพลงแบบลุกทุ่งสนุกๆ ใครอยากเซิ้งต้องมา ส่วนศุกร์กับอาทิตย์ ที่เป็นสำเนียงเทพจะเป็นระนาด ซึ่งจะมีเพลงฉ่อยเกี่ยวข้าว ลาวดวงเดือน เพลงที่ฟังในวังแบบสนุกๆ ส่วนจันทร์ อังคาร พุธ ก็จะมีอีกแนวเพลงหนึ่ง ในหนึ่งสัปดาห์เรียกว่าจัดเต็มทุกวันครบทุกรสชาติ

อีฟักอีแฟง จุดขายหน้าร้าน

ชื่อที่ว่าคือแมวสีส้มที่เป็นแม่ลูกกัน พี่ก้องเล่าให้ฟังว่ามันเป็นจุดขายหน้าร้านอย่างหนึ่ง ถึงขั้นโดนติดแฮชแท็ก\ในทวิตเตอร์ #อีฟักเดอะแคท และมีลูกคืออีแฟง เป็นแมวจรที่ชอบมานอนตรงที่เขี่ยบุหรี่หน้าร้าน ทำให้ต้องรับเลี้ยงมันไว้ ใครมาที่นี้บางครั้งก็อยากจะมาหามัน พอเจอมันก็ต้องแวะเข้ามาที่ร้านนั้นเอง หากจะพูดว่าใช้เรียกแขกก็คงไม่ผิดอะไร

สุดท้ายนี้พี่ก้องบอกว่ายังอยากที่จะก้าวต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้เทพเข้าไปอยู่ทุกส่วนในชีวิต ตอนทำไม่ได้คิดว่าจะได้ผลตอบรับ หรือความสนใจมากถึงขนาดนี้ แต่มาที่นี่รับรองหลายคนไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน คำว่ารูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส จะประทับใจขนาดไหน Urban Eat อยากให้ทุกคนได้ไปสัมผัสและลิ้มลองเอง เอาเป็นว่าเมื่อรับรสบาร์ไทย มันอยากจะทำให้ใครหลายๆ คน

กลับมาอีกครั้ง….. 

Contributor

อัจฉราวดี ศรีสร้อย

เป็นนักขียนที่หลงใหลในการทำขนมปัง แถมยังชอบดูการเมืองและเรื่องประเทืองปัญญา