‘พื้นที่เด็ก’ เมื่อการขยายตัวของเมืองเบียดบัง ให้เด็กไม่มีพื้นที่เล่นและเป็นตัวเอง
เด็กที่เติบโตในกรุงเทพฯ ยุคนี้อาจมีความทรงจำในวัยเด็กที่อยู่แต่ในบ้านกับของเล่น หน้าจอโทรทัศน์ และไอแพด มากกว่าความทรงจำในการออกไปเล่นข้างนอกกับเพื่อนแถวบ้านอย่างสมัยก่อน ที่เป็นแบบนั้นเพราะพื้นที่เล่นสาธารณะในชุมชนเริ่มหายไปเรื่อยๆ ยกตัวอย่าง พื้นที่โล่งแถวบ้านที่ในอดีตเด็กๆ สามารถออกไปวิ่งเล่นกันได้อย่างปลอดภัยก็ถูกยึดครองด้วยรถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ และไซต์ก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก พร้อมๆ กับมลภาวะฝุ่นควันที่รุนแรงขึ้นทุกวัน ทำให้แม้แต่ในชุมชนก็ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยที่ผู้ใหญ่จะปล่อยให้เด็กๆ ออกไปวิ่งเล่นกันเองได้อย่างสบายใจอีกต่อไป การละเล่นของเด็กถูกย้ายไปอยู่ในบ้าน สนามเด็กเล่นในร่ม หรือในสถาบันที่ต้องจ่ายเงินเพื่อเข้าใช้บริการแทน สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำที่มากขึ้นในการเข้าถึงพื้นที่ของเด็กเมื่อพิจารณาถึงสถานะทางเศรษฐกิจ อีกสิ่งที่ส่งผลตามมาคือ พื้นที่ในการสำรวจและปฏิสัมพันธ์กันอย่างอิสระของเด็กในชุมชนที่หายไป โอกาสที่เด็กจะได้พัฒนาทักษะการเข้าสังคมก็ลดน้อยลง เหลือเพียงที่โรงเรียนและที่บ้านเท่านั้น ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่อยู่รั้วชิดติดกันกลับกลายเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน เพราะขาดพื้นที่ตรงกลางที่ส่งเสริมให้ทุกคนในชุมชนออกมาพบปะพูดคุย ทำความรู้จักกันได้ แค่สาธารณะไม่พอ ต้องเข้าถึงได้ทุกครอบครัว แม้ว่าพื้นที่สาธารณะที่เด็กๆ สามารถเข้าไปเล่นได้อย่างปลอดภัยในกรุงเทพฯ อย่างสวนสาธารณะและสนามเด็กเล่นก็ดูจะมีให้เห็นอยู่ทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่อย่างสวนลุมพินี สวนรถไฟ หรือสวนขนาดเล็กอย่างสวน 15 นาทีที่กระจายตัวอยู่ในเมือง ต่างก็มีบริเวณสนามเด็กเล่นมากน้อยต่างกันไปตามขนาดของสวน แต่จากการสำรวจข้อมูลสวนสาธารณะที่เข้าถึงได้ในกรุงเทพฯ ของ Rocket Media Lab ในปี 2565 แสดงให้เห็นว่า ถึงแม้อัตราส่วนพื้นที่สีเขียวต่อประชากรในกรุงเทพฯ จะสูงถึง 7.49 ตารางเมตรต่อคน ซึ่งเข้าใกล้เป้าหมายของกรุงเทพฯ ที่ต้องการเพิ่มอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวให้เป็น 9 ตารางเมตรต่อคน ภายในปี 2573 […]