หากถามถึงสถานที่ที่ให้ความสบายกายสบายใจ เป็นเหมือนพาวเวอร์แบงก์ให้เราได้ชาร์จพลังจนเต็มอิ่ม “บ้าน” คงเป็นคำตอบอันดับแรกที่ทุกคนคิดถึง สิ่งก่อสร้างไร้ชีวิต ที่คอยต้อนรับให้เรากลับไปพักพิงและสามารถเติมเต็มชีวิตด้วยมวลความอบอุ่นที่ฟุ้งกระจายโดยรอบ

แต่ใครหลายคนอาจหลงลืมสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ซุกซ่อนตัวอยู่ภายในบ้าน ที่ถ้าหากใส่ใจและหยุดมองสักนิด การใช้ชีวิตก็จะสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น เราจึงขอชวนทุกคนเปิดประตูบ้าน เปิดประตูใจ เพื่อมองหา ‘รายละเอียด “การใช้ชีวิตในบ้าน” ที่หลายคนอาจมองข้าม’

Relation | ขยับเข้ามาชิดใกล้

อย่างที่รู้กันว่า ความสัมพันธ์ที่ดีและบรรยากาศของความอบอุ่นภายในครอบครัว เป็นสิ่งที่สร้างให้บ้านกลายเป็นบ้านที่สมบูรณ์แบบ แต่การใช้ชีวิตของคนเมืองที่ต้องทุ่มเทกับงาน อาจทำให้มีเวลากับครอบครัวน้อยลง หรือบางครอบครัวได้อยู่ด้วยกันก็จริง แต่ก็กลายเป็นความเคยชินจนหลงลืมเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดและผูกพัน

สิ่งที่เราควรทำคือหันกลับมาใส่ใจรายละเอียดในความสัมพันธ์ให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวนั่นง่ายนิดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการยิ้มให้กันทุกเช้า ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถามไถ่ความเป็นไปในแต่ละวันหลังกลับมาจากทำงาน คุยกันด้วยเหตุและผล ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หรือแม้กระทั่งการที่ลูกๆ รินน้ำให้คุณพ่อคุณแม่ดื่มหลังจากการทำงานต่างๆ

นอกจากการกระทำและคำพูดจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัวแล้ว การดีไซน์พื้นที่บ้านให้สามารถมองเห็นกันและกันได้ง่ายก็เป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่ควรใส่ใจ เช่น การเชื่อมพื้นที่ห้องนั่งเล่น เข้ากับห้องครัวแบบ Open Space ที่ถึงแม้จะสนุกกันอยู่ในโลกคนละใบ แต่ก็สามารถมองเห็นกันและกันได้เสมอ

The Cardinal Direction for Home | ปลูกบ้านให้ถูกทิศ หันห้องให้ถูกทาง

การวางแผนของทิศที่ตั้งบ้านเป็นอีกหนึ่งรายละเอียดที่ต้องใส่ใจให้ดี ซึ่งการตั้งบ้านให้ถูกทิศ และจัดห้องหับให้อยู่ถูกทางจะเชื่อมโยงกับทิศผ่านตัวแปรทางธรรมชาติ 2 สิ่งที่วงการสถาปนิกใช้กัน นั่นคือ

1.ทิศทางของแสงแดด เมืองไทยเป็นเมืองร้อน จะปลูกบ้านทั้งทีก็ต้องเล็งหนทางที่ช่วยป้องกันแสงแดดให้เข้าบ้านได้น้อยที่สุด โดยพระอาทิตย์ที่ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกทางทิศตะวันตกนั้น มีการโคจรอ้อมไปทางทิศใต้ในมุมแดดค่อนข้างต่ำเป็นเวลา 8-9 เดือน และจะอ้อมไปทิศเหนือในมุมแดดสูง 3-4 เดือน ทำให้ห้องที่อยู่ทิศเหนือเย็นสบายกว่าทิศใต้

2. ทิศทางของกระแสลม ในบ้านเรามีลมอยู่ด้วยกันสองทิศหลักๆ ที่จะช่วยให้อากาศภายในบ้านถ่ายเทสะดวก นั่นคือ ลมมรสุมฤดูร้อนจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ในช่วงเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม และลมฤดูหนาวจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงเดือนพฤศจิกายน-กุมภาพันธ์ ส่งผลให้ในช่วงฤดูร้อน ลมจะพัดมาทางทิศใต้ และช่วงฤดูหนาว ลมจะพัดมาทางทิศเหนือ ดังนั้นในการสร้างบ้าน ควรเน้นเจาะช่องลมเข้าทางทิศใต้และทิศเหนือ

จากตัวแปรทั้งสองข้อ จะเห็นว่าทิศเหนือเป็นทิศที่รับแสงและลมได้อย่างสมดุล เราจึงควรปลูกบ้านให้หันไปหน้าไปทางทิศเหนือ และนอกจากบ้านจะต้องสร้างให้ถูกทิศแล้ว ห้องแต่ละห้องภายในก็จะต้องจัดวางอย่างถูกทาง ตามกระแสทิศทางของแสงแดดและลมเช่นกัน ห้องไหนจะต้องอยู่ทิศไหน เราลิสต์มาบอกกันตามนี้

ห้องนอน ควรตั้งอยู่ในทิศตะวันออก เพื่อรับแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า และหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดดจัดยามบ่าย ที่จะกลายเป็นความร้อนสะสมในตอนค่ำ ทำให้ห้องนอนเย็นสบาย จนบางครั้งไม่ต้องเปิดเครื่องปรับอากาศก็ยังได้
ห้องน้ำ ควรตั้งอยู่ในทิศตะวันตกเพื่อรับแสงธรรมชาติ เพราะจะช่วยทำให้ห้องน้ำสว่าง ฆ่าเชื้อโรค และลดความอับชื้น

ห้องครัว ควรตั้งอยูในทิศตะวันตก เพราะเป็นทิศที่มีลมพัดผ่านอยู่เสมอ ช่วยให้อากาศถ่ายเทสะดวกสบาย ลดกลิ่นจากการทำอาหารได้เป็นอย่างดี
ห้องนั่งเล่น ควรตั้งอยู่ในทางทิศเหนือ เพราะเป็นทิศที่มีลมพัดผ่านเสมอ และแดดส่องไม่แรงมากนัก ทำให้เวลามานั่งเล่นก็จะรู้สึกสบาย

How to Color | ใส่สีให้บ้าน

สีที่เราเลือกนำมาแต่งแต้มให้ตัวบ้านและห้องต่างๆ ภายในนั้น หลายคนอาจคิดว่าเลือกสีที่ถูกใจมาทาก็ได้ แต่ถ้าเรามองลึกลงถึงรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ การเลือกสีมาทาคู่บ้านก็จะช่วยให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยสีที่เราจะพูดถึงแบ่งออกเป็น “โทนร้อน” และ “โทนเย็น” ที่จะช่วยแบ่งให้บ้านเป็นสัดส่วนและชัดเจน

สีโทนร้อน จะช่วยให้เรารู้สึกมีพลัง กระตือรือร้น สร้างแรงกระตุ้นให้เราอยากทำสิ่งต่างๆ นอกจากนี้ทางจิตวิทยา สีโทนร้อนยังช่วยกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร และรู้สึกมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ เช่น

– สีแดง เป็นสีที่ช่วยกระตุ้นระบบประสาทได้ดีที่สุด ทำให้เรารุ้สึกมีเอนเนอร์จีในการทำสิ่งต่างๆ ดังนั้นควรแซมการทาสีแดงไปตามห้องทำงาน เพื่อเพิ่มพลังการทำงานให้คุณ
– สีเหลือง เป็นสีแห่งความสนุกสนาน ทั้งยังเป็นสีที่กระตุ้นความอยากอาหาร จึงควรเลือกทาสีเหลืองที่ห้องครัว
– สีม่วง ว่ากันว่าสีนี้เป็นสีแห่งผู้รู้ สร้างความผ่อนคลายและความสงบให้กับจิตใจได้เป็นอย่างดี สีนี้จึงเหมาะกับห้องพระ  หรือห้องอ่านหนังสือ

สีโทนเย็น จะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นเมื่อได้มอง สามารถคลายเครียด และสร้างความสบายใจให้กับเราได้ จึงควรใช้สีโทนเย็นกับห้องสำหรับพักผ่อน เช่น

– สีฟ้า สีที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง โล่ง สบาย ช่วยให้ใจเย็นและเป็นอิสระ จึงเหมาะกับห้องนอน เพื่อให้เรารู้สึกผ่อนคลายยามหลับพักผ่อน
– สีเขียว สร้างความรู้สึกร่มรื่น สบายตา ยิ่งเมื่อได้มองพลังของสีเขียวจะทำให้สายตาของเราหายเหนื่อยล้า จึงเหมาะกับห้องนั่งเล่น

Clear-Cut Clean | สะอาดสดใสน่าอยู่

คุณแม่บ้านพ่อบ้านที่คิดว่า ทำความสะอาดและดูแลความเรียบร้อยในบ้านได้เนี๊ยบแล้ว แต่ในความเป็นจริง มันยังมีมุมต่างๆ ที่เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคชั้นดี ที่อาจถูกมองข้ามหลบอยู่ เราจึงคัด 7 จุดที่ควรระวังมาให้รู้กันตามนี้

– เตียงนอน แหล่งสะสมของแก๊งไรฝุ่นที่ก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ ดังนั้นควรเปลี่ยนผ้าปูที่นอนสัปดาห์ละครั้ง และเปิดผ้าม่านให้แสงแดดสาดส่องเข้ามาฆ่าเชื้อโรค
– กองผ้า เสื้อผ้าใส่แล้วที่เราคิดว่าทิ้งลงตะกร้าคงไม่เป็นไร แต่ถ้าเราไปตั้งไว้ในมุมมืด หรืออับชื้น อาจทำให้มีแมลงสาบ หรือมดไปอาศัย
– เตารีด อย่าคิดว่าร้อนแล้วจะฆ่าเชื้อในตัวได้ เพราะคราบสกปรกที่เกิดจากการรีดไหม้ แล้วทับไปเรื่อยๆ จนเป็นคราบยางเหนียวๆ จะทำให้เสื้อผ้าตัวอื่นสกปรกตาม ฉะนั้นควรขัดด้วยเบกกิ้งโซดาผสมน้ำส้มสายชู
– ลูกบิดประตู จุดที่เราไม่คาดคิดว่าจะมีฝุ่นและเชื้อโรค แต่ตามส่วนเว้าส่วนโค้งของลูกบิดประตู มีที่ว่างให้เชื้อโรคฝังตัวอยู่ ควรเช็ดทำความสะอาดทุกสัปดาห์
– รีโมทคอนโทร เรียกได้ว่าเป็นสิ่งที่เราหยิบใช้กันทุกวัน แต่แทบไม่ค่อยได้ทำความสะอาด ลองเอาสำลีชุบแอลอฮอล์หรือทิชชูเปียกไปเช็ดดูสิ รับรองว่าฝุ่นเพียบ
– อ่างล้างจาน คอยรองรับเศษอาหารทุกวัน และอยู่แบบเปียกชื้นตลอดเวลา จึงเป็นจุดที่ค่อนข้างสกปรกเลอะเทอะอยู่พอสมควร ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเอาน้ำล้างก็พอแล้ว แต่จริงๆ ต้องทำความสะอาดด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ
– หลอดไฟ บางครั้งเรารู้สึกว่า แสงที่สาดส่องออกมาจากโคมไฟมันมืดลง อาจคิดว่ามันใกล้จะเสียหรือเปล่า แต่ลองแกะออกมาดูสิ จะเห็นฝุ่น และคราบต่างๆ เกาะตัวอยู่ ดังนั้นควรนำมาเช็ดทำความสะอาดหรือปัดฝุ่นกันบ้าง

Double Space, Double Warmth | ความสุขขยายในพื้นที่กว้าง

การเพิ่มพื้นที่ภายในบ้านโดยการยกเพดานสูง หรือ high-ceiling เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่หลายบ้านอาจคิดไม่ถึง เพราะเราอาจติดกับระยะจากพื้นจรดเพดานไม่เกิน 3 เมตร แต่ในความเป็นจริง ความสูงที่คุ้นเคยอาจไม่เพียงพอต่อการใช้งานและความรู้สึก จึงมีการเพิ่มพื้นที่ในแนวตั้งที่เรียกว่า Double Space เกิดขึ้น

Double Space หรือการเพิ่มพื้นที่โดยยกเพดานให้สูงขึ้นกว่าปกติ จะช่วยให้บรรยากาศภายในบ้านโปร่งโล่ง สบายมากยิ่งขึ้น เพิ่มความโดดเด่นให้กับงานสถาปัตยกรรมที่เห็นได้จากทั้งภายนอกและภายใน ทั้งยังเชื่อมต่อสายตาในการมองดูกิจกรรมต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เช่น ถ้าเรายืนอยู่บนระเบียงชั้นสอง การยกเพดานสูงก็จะทำให้เรามองเห็นคุณแม่นั่งดูละครหลังข่าวที่ห้องนั่งเล่นด้านล่าง แล้วไม่รู้สึกอึดอัก เพราะมีพื้นที่โล่งด้านบนเพดานที่ยกสูง

นอกจากนี้ Double Space ยังช่วยให้บ้านเปิดรับแสงจากธรรมชาติได้มากยิ่งขึ้น โดยอาจดีไซน์ผนังที่ติดกับสวนด้วยการกรุกระจกใส เพื่อให้แสงส่องเข้ามาภายใน และเราก็จะมองเห็นพื้นที่สีเขียวรอบบ้านได้อย่างสบายตา ซึ่งทิศที่เหมาะกับการเปิดรับแสงธรรมชาติคือ ทิศเหนือ เพราะจะเป็นแสงแดดตอนเช้าที่ไม่ร้อนมากนัก

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.nirvana-group.com/th

Facebook Comments
Ter
เกิดและโตในกรุงเทพฯ คิดจะเลิกรักเมืองนี้มาหลายรอบ แต่สุดท้ายก็กลับมาตายรังและพบว่าตัวเองไม่เหมาะจะอยู่ที่อื่นนอกจากที่นี่ ชอบ Silly Fools แต่รัก Radiohead