Pontevedra เมืองที่ไร้คนตายจากอุบัติเหตุทางรถยนต์กว่า 7 ปี

ปัจจุบันเมืองต่างๆ ทั่วโลกมีทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อความสะดวกสบายของผู้อยู่อาศัยมากขึ้น การเดินทางด้วยรถยนต์ รถสาธารณะ เข้ามามีบทบาทภายในเมืองเป็นหลัก จนทำให้ทางเท้าค่อยๆ ถูกทำให้เล็กลง เล็กลง จนดูเหมือนว่าเมืองต่างๆ ถูกออกแบบมาเพื่อรถยนต์ มากไปกว่าการออกแบบเพื่อคนที่อยู่อาศัย


ทว่าไม่ใช่กับเมือง Pontevedra ประเทศสเปน เมืองที่ทำให้เราเข้าใจว่าการออกแบบที่มีคนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา จะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร โดยเมืองแห่งนี้สามารถเปลี่ยนท้องถนนที่เคยเต็มไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวที่แสนติดขัด ให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะซึ่งประชาชนทุกคนได้ใช้อย่างเท่าเทียม แถมผู้คนในเมืองเลือกใช้การเดินเท้ามากถึง 70% จนมลพิษทางอากาศลดลงถึง 60% ทั้งยังเป็นเมืองที่ไม่มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์มากว่า 7 ปีแล้ว

1. เมื่อเมืองให้ความสำคัญคนเดินเท้ามากกว่ารถยนต์


การออกแบบเมืองโดยทั่วไปนิยมให้ความสำคัญกับการขนส่งด้วยรถยนต์ส่วนตัวและรถสาธารณะเป็นสำคัญ ในขณะที่คนเดินเท้าถูกลดความสำคัญลง พื้นที่ทางเท้าในอดีตที่เคยกว้างใหญ่ เดินสะดวกสบาย ถูกทำให้เล็กลงและถูกแทนที่ด้วยถนนสำหรับรถยนต์ทว่าหลังจากปี 1999 นายกเทศมนตรีเมืองได้เปลี่ยนเมืองนี้ไปตลอดกาล ด้วยแผนพัฒนาเมืองที่จัดลำดับความสำคัญระบบคมนาคมใหม่ ให้เมืองกลับมาเป็นของผู้คนอีกครั้งเหมือนในอดีต ผ่านการตั้งคำถามชวนคิดว่า “เป็นไปได้อย่างไรที่ผู้สูงอายุหรือเด็กไม่สามารถใช้พื้นที่ถนนเพราะรถยนต์” และชวนตั้งคำถามต่อว่า การเป็นเจ้าของรถยนต์ไม่ได้ทำให้คุณมีสิทธิครอบครองพื้นที่สาธารณะของประชาชนทุกคน


การจัดลำดับความสำคัญของการพัฒนาเมืองใหม่ทำให้ Pontevedra พัฒนาเมืองโดยให้ความสำคัญกับคนเดินเท้า ผู้พิการ เป็นอันดับแรก ตามมาด้วยจักรยาน ระบบขนส่งสาธารณะ และรถยนต์ส่วนตัวอยู่ลำดับท้ายสุดในการเป็นทางเลือกของการเดินทางเนื่องด้วยขนาดเมืองที่เล็ก การเดินทางด้วยการเดินจึงเป็นรูปแบบที่เหมาะสมในการไปยังจุดต่างๆ ของเมือง จึงทำให้ถนนค่อยๆ ถูกเปลี่ยนเป็นพื้นที่สาธารณะ เพื่อคนทุกเพศทุกวัยได้ใช้อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งในปัจจุบัน การเดินทางในเมือง Pontevedra กว่า 70% เป็นการเดินเท้าเป็นหลัก

2. เมืองที่มีคนเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางรถยนต์เข้าใกล้กับศูนย์


จากเดิมเมือง Pontevedra เต็มไปด้วยรถยนต์ที่วิ่งอยู่บนถนนวันละกว่า 14,000 คัน รถยนต์ดังกล่าวนอกจากจะสร้างการจราจรที่ติดขัดแล้ว ยังก่อให้เกิดตัวเลขผู้ประสบอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการลดจำนวนผู้ประสบอุบัติเหตุและผู้เสียชีวิตจากการใช้รถ ใช้ถนน ให้เข้าใกล้เลขศูนย์มากที่สุด ด้วยมาตรการที่บังคับใช้ภายในเมือง ตั้งแต่การกำหนดเส้นทางของรถยนต์ให้วิ่งรอบเมือง รวมถึงการย้ายสถานที่จอดรถลงไปใต้ดินหรือรอบเมือง แทนการจอดในเมือง เพื่อกระตุ้นการเดินเท้าของคนเมือง ทั้งยังควบคุมความเร็วรถให้วิ่งได้เพียง 30 กิโลเมตรต่อชั่วโมงตลอดทั้งเขตเมือง และในบางจุดสำคัญอย่างพื้นที่โรงเรียน ก็มีการกำหนดความเร็วอยู่ที่ไม่เกิน 20 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยประกาศออกเป็นข้อบัญญัติเทศบาลในปี 2009 เกี่ยวกับการใช้พื้นที่สาธารณะ รวมถึงเปลี่ยนการใช้ไฟจราจรเป็นวงเวียนในจุดสำคัญเพื่อชะลอความเร็วรถและเพื่อความไหลลื่นของการจราจรโดยรอบ


3. เมื่อเมืองเดินได้ก็ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ


ย้อนกลับไปในปี 1950 ก่อนที่เส้นทางภายใน Pontevedra จะเต็มไปด้วยรถยนต์บนท้องถนน เส้นทางเหล่านี้เคยเป็นพื้นที่สำหรับการค้าขายและเมื่อรูปแบบการเดินทางภายในเมืองกลับมาเป็นเมืองสำหรับคนเดินเท้าเป็นหลัก ย่อมเปิดโอกาสให้ร้านค้าข้างทางได้กลับมาคึกคักเพิ่มสีสันให้เมืองอีกครั้ง ผู้คนได้กลับมาจับจ่ายใช้สอยได้สะดวก ผ่านการเดินไปยังสถานที่ๆ คุ้นเคยและเป็นมิตร กลายเป็นแนวคิดเล็กๆ ที่อยากให้ความสำคัญคนเดินเท้า แต่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับชุมชนและระดับที่ใหญ่ขึ้นเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในเมืองมากขึ้น


4. เปลี่ยนถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ


ท้องถนนที่เคยเต็มไปด้วยรถราในอดีตถูกเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่สาธารณะของผู้คนทุกเพศทุกวัย เป็นสนามเด็กเล่นที่ผู้ปกครองสามารถปล่อยเหล่าจอมซน วิ่งเล่นไปมาในเมืองได้โดยที่ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอุบัติเหตุจากรถยนต์ และจากถนนสายเดียวกันก็กลายเป็นลานจัดกิจกรรม จัดงานเทศกาลต่างๆ ภายในเมืองได้ในเวลาเดียวกันและเหล่าสถาปัตยกรรมเก่าที่สวยงามภายใน Pontevedra ได้กลับมามีบทบาท และมีชีวิตชีวาอีกครั้งเมื่อคนเริ่มหันมาเดินทางเท้า และได้สัมผัสกับเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่หลังตึกเก่า ที่กลายเป็นห้องเรียนขนาดกว้างใหญ่สำหรับผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา


5. เมื่อสุขภาพเมืองดีย่อมส่งผลต่อสุขภาพคนในเมือง


หลังจากคนในเมืองส่วนใหญ่เลือกเดินทางด้วยการเดินเท้ามากกว่าการใช้รถยนต์ส่วนตัว ทำให้ Pontevedra ได้กลับไปเป็นเมืองที่ใกล้ชิดกับธรรมชาติและผู้คนอีกครั้งยิ่งไปกว่านั้นปัญหามลพิษทางเสียงที่เคยมีก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากเสียงจอแจของเครื่องยนต์และแตรรถ กลายเป็นเสียงฝีเท้า เคล้าเสียงหัวเราะของเด็กวัยกระเตาะที่กำลังวิ่งเล่นอย่างสนุกสนาน พร้อมเสียงเจื้อยแจ้วของนกนานาชนิด และปัญหามลพิษทางอากาศก็ลดลงอย่างต่อเนื่องถึง 61% ในปี 2013 ผ่านตัวเลขที่ลดลงของรถยนต์ภายในเมือง ควันพิษและฝุ่นละอองจากท่อไอเสียของรถยนต์ที่เป็นภัยเงียบก็หายไป กลายเป็นอากาศที่บริสุทธิ์มากขึ้น และเมื่อประชาชนเลือกเดินในเมืองก็เหมือนได้ออกมารับแสงแดด พบเจอพื้นที่สีเขียว ย่อมส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพกายและใจของประชาชน ทำให้เมืองนี้น่าอยู่ขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว



Sources :
https://bit.ly/3asiNhx
http://bit.ly/3pJCfNw
https://bit.ly/36ykgBP
http://bit.ly/3jfV4oX

สำหรับการค้าขายเปลี่ยนถนนเป็นพื้นที่สาธารณะ

Graphic Designer