*บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาของซีรีส์*
พุทธัง เอากะตังค์ใส่ตู้
ธัมมัง เอากะตังค์ใส่ตู้
สังฆัง เอากะตังค์ใส่ตู้
กราบเรียนเชิญญาติสนิท มิตรสหาย เพื่อนพ้องน้องพี่ มาร่วมกันอนุโมทนามหากุศล บุญครั้งยิ่งใหญ่ กับ ‘สาธุ 2’ ซีรีส์ 8 ตอนสั้นๆ ที่สืบเรื่องราวต่อเนื่องมาจากซีซันหนึ่ง ขยายส่วนบุญ ส่วนกุศล เผยแพร่ธรรมะแบบโลกแห่งความจริงกันมาจนฉายความดำมืดของทั้งศาสนา การเมือง และความโลภของมนุษย์
ซีซันนี้ขยายผลจากพุทธพาณิชย์ธรรมดาๆ ที่คนไทยหลายคนเริ่มคุ้นชิน ถึงขนาดเอ่ยปากแซวว่า “สาธุจะยังมีอะไรเล่าได้อีกหรือ ในเมื่อวงการสงฆ์ไทยนั้นสนุกและมันกว่าเป็นพันเท่า” แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่ซีซันนี้ยังสามารถหยิบจับบางเรื่องราวของวงการสงฆ์และความดำมืดใต้ร่มกาสาวพัสตร์มาฉายให้เห็นได้แบบเจ็บๆ แสบๆ คันๆ
ถ้าญาติโยมพร้อมแล้ว ขอให้หยิบหนังสือสวดมนต์สอดแทรกด้วยเงินในกระเป๋า เพื่อเตรียมบริจาคค่า Phokens แล้วขึ้นสวรรค์ไปด้วยกัน

สายธารบุญในรูปเคารพ
ช่วงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน กับเป้าหมายการระดมเงินให้ครบ 999,999,999 บาท ภายในระยะเวลา 6 เดือน และไอเดียที่โยนกันไปโยนกันมาคล้ายคุยเล่นปนด่าของเกมกับวิน กลายเป็นสุดยอดพิตชิง ‘ต้นโพที่ใหญ่ที่สุดในโลก’ งานที่ขายเจ้าอาวาสผ่านโดยทันที
ความครบวงจรของการบริจาคนี้ทำให้โปรเจกต์ผ่านฉลุยและได้รับความสนใจจากเหล่านักบุญจำนวนไม่น้อย เพราะทั้งเป็นการบริจาคที่ผูกเข้ากับโรงพยาบาลที่ประชาชนเชื่อว่าพวกเขาจะได้รับประโยชน์ แผ่น Phokens ที่เขียนสิ่งที่ต้องการและคาดว่าจะเป็นดังหวัง จนคนหลงเชื่อ ยอมบริจาคเงินเป็นหมื่นๆ แสนๆ
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดของโปรเจกต์นี้คือความยิ่งใหญ่ของตัวต้นโพเอง เพราะอย่างที่บอกไปว่ามันคือต้นโพที่ใหญ่ที่สุดในโลก การก่อสร้างสิ่งนี้ขึ้นมาในบริเวณวัดนอกจากจะ ‘ขลัง’ แล้ว ยัง ‘พัง’ ได้น่ากลัวอย่างน่าเหลือเชื่ออีกด้วย
ณ วินาทีที่ต้นโพถล่มลง ไม่ใช่แค่สายบุญที่ขาดสะบั้น แต่คือลมหายใจและเลือดเนื้อของอีกหลายชีวิตที่หวังทำบุญไปเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งหากย้อนมามองยังชีวิตจริงแล้ว ในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดอื่นๆ ของไทยก็มีสิ่งก่อสร้างเกี่ยวกับสายบุญและสายมูฯ ที่น่ากลัว และก่อสร้างโดยไม่อาจทราบถึงมาตรฐานและความปลอดภัยอยู่มากมาย
ไม่ว่าจะเป็นข่าวธูปยักษ์ที่ถล่มลงมาทับคนเจ็บและเสียชีวิตในปี 2541 หรือสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่เป็นที่เคารพบูชาอย่างครูกายแก้วหรือรูปเคารพที่มีขนาดใหญ่ น่าเกรงขาม แต่ในอีกนัยหนึ่งก็คือความน่ากังวลที่ตามมาในด้านความปลอดภัยจากมนุษย์ที่มีชีวิตเสียมากกว่า
แต่จนแล้วจนรอด อีกประเด็นที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าควรพูดคุยกันให้ถี่ถ้วนกว่านี้คือ ความยิ่งใหญ่เกินจำเป็นของสิ่งบูชาในไทย ไม่ว่าจะพระ สถาปัตยกรรม อาคาร วัด หรือใดๆ ก็แล้วแต่ที่ยิ่งใหญ่เกินจำเป็น เช่น วัดในจังหวัดหัวเมืองต่างๆ ที่ตกแต่งด้วยเงิน ทอง หรือปลูกสร้างเป็นอาคารหรูหรา โอ่อ่า
แน่นอนว่าสถานที่เหล่านั้นคงจะเป็นสถานที่ท่องเที่ยวไปโดยปริยาย แต่ในแง่ของความจำเป็นและแก่นของศาสนาพุทธแล้วนั้น เหล่าพุทธศาสนิกชนและผู้บริจาคใจบุญทั้งหลายอาจต้องย้อนมองอีกสักครั้งว่า วัดจำเป็นต้องหรูหรา อาบเงินเคลือบทอง ยิ่งใหญ่เป็นสิบไร่เช่นนั้นจริงหรือ

ชุมชนไทยยังพึ่งพาและมองหาวัดอยู่จริงหรือ
เนื้อเรื่องหลักของสาธุ 2 เล่าถึงการระดมทุนเพื่อสร้าง ‘โรงพยาบาลวัดหนองขาล’ ซึ่งในตอนกลางของเรื่องได้เฉลยด้วยตัวบทเองว่าไม่ใช่ไอเดียของ สจ. เอ๋ หรือกลุ่มนักการเมืองเสียด้วยซ้ำ
แต่กลับเป็นความคิดของ ‘พระเอกชัย’ ตัวละครหลักจากสาธุ ซีซัน 1 ที่มีบทบาทในการเป็นพระเลขาฯ ของหลวงพ่อกิ้ว เจ้าอาวาสวัดภุมราม ผู้กล่าวว่า “สร้างโรงพยาบาลดีกว่า คนสมัยนี้เขาไม่ทำบุญกับวัดแล้ว พระเลวๆ มันเยอะ” ซึ่งถ้าพูดกันตรงๆ แล้ว ความคิดนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะเป็นเรื่องจริงที่มีอยู่แล้วในสังคมไทย
จากการลองหาข้อมูลคร่าวๆ เราพบว่าในประเทศไทยนั้นมีสถานที่ที่ผูกติดหรือยึดกับวัดและสร้างด้วยเงินบริจาคจำนวนไม่น้อย เช่น โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ อาคารหลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงเรียนวัดมากมาย หรือแม้กระทั่งโรงพักและที่ว่าการอำเภอก็ยังถูกสร้างด้วยเงินบริจาคของวัด
หลายคนอาจรู้สึกว่าการจะมีสถานที่ที่ผูกติดกับวัดก็คงไม่ใช่เรื่องประหลาด เพราะวัดถือเป็นศูนย์กลางของชุมชน เป็นสถานที่ที่รวมใจของคนในพื้นที่ หากแต่ถามว่าในปัจจุบันนั้นวัดยังเป็นสถานที่คู่ชุมชนอยู่จริงหรือไม่ คนในชุมชนได้ประโยชน์อะไรจากพื้นที่ของวัด อย่างที่เราเคยพยายามปรับวัดให้เข้ากับคนรุ่นใหม่ในบทความคอลัมน์ Urban Sketch ‘การปรับวัดให้โอบล้อมคนรุ่นใหม่’ ก็เพราะหลายครั้งจุดยืนของวัดในตอนนี้ไม่ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่แล้ว หรือเรียกได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างคนรุ่นใหม่กับศาสนานั้นห่างกันไกลโข
เช่นนั้นแล้ว เราอยากชวนตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่คนทั่วๆ ไปยังต้องเก็บหอมรอมริบมาบริจาคให้กับวัด เพื่อสร้างสถานที่ต่างๆ ที่แทบจะตรวจสอบไม่ได้ เพราะอย่างที่เรื่องราวในสาธุ 2 ได้กล่าวว่า การสร้างมูลนิธิ การถ่ายโอนเงินไปมา และความเป็นเจ้าของที่ดินนั้นตรวจสอบได้ยากมาก มิเช่นนั้นแล้ว แทนที่บริจาคเงินแล้วจะร่ำรวยความสุข เงินทองยิ่งๆ ขึ้นไป จะกลายเป็นการพากันเอาเงินอันน้อยนิดไปโปะทับให้คนที่รวยทั้งเงินทอง ที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์นั้นได้ร่ำรวยยิ่งๆ ขึ้นไปแทน
นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาเรื่องความจำเป็นของการสร้างสถานที่ต่างๆ ผูกติดไว้กับวัด ไม่ว่าจะโรงพยาบาล โรงเรียน ที่ว่าการอำเภอ หรืออะไรก็แล้วแต่ โดยไม่ได้อยากขัดศรัทธาหรือล้มล้างการบริจาคให้สูญสิ้นไป แต่ก็ต้องนึกย้อนให้ดีว่าบางครั้งสถานที่เหล่านั้นก็สร้างขึ้นด้วยเงินภาษีที่เราต้องจ่ายกันอยู่แล้วด้วยซ้ำ

เมื่อวัดไทยต้องชูกลยุทธ์
จากการหาข้อมูลโดยคร่าว ล่าสุด (30 ธ.ค. 2566) ประเทศไทยมีวัดอยู่มากถึง 43,563 วัด และมีวัดร้างอยู่สูงถึง 5,678 วัด โดยเชียงใหม่เป็นจังหวัดที่มีวัดร้างมากที่สุด
ข้อมูลตรงนี้น่าสนใจมาก เพราะจำนวนวัดเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงการหมุนเวียนของเงินและการจัดสรรการใช้ที่ดินในการสร้างวัดที่มากเหลือเกินในประเทศไทย ซึ่งมีมากถึง 40,000 วัดทั่วไทย กระจายตัวอยู่ในหลายพื้นที่ และบางชุมชนก็มีวัดมากกว่าหนึ่งแห่งในละแวกใกล้เคียง จนกลายเป็นผลพวงที่วัดจะดำเนินต่อไปได้ก็ต้องอยู่ด้วยเงินบริจาค
ถ้าอธิบายแบบใจร้ายเลยต้องกล่าวว่า ยิ่งมีวัดมาก ก็ยิ่งมีคู่แข่งมาก เหมือนกับการมีธุรกิจที่เปิดกิจการแบบเดียวกับเรามากมายเต็มไปหมด ซึ่งทำให้แต่ละวัดต้องพยายามหาจุดเด่น ชูกลยุทธ์ของตนเองให้อยู่รอด มิเช่นนั้นก็จะกลายเป็นวัดร้างหรือวัดที่อยู่กันแบบอัตคัด
นอกจากนั้น เมื่อพูดถึงวัดร้างในเชียงใหม่ที่มีมากมายถึงครึ่งหมื่นนั้น ก็ต้องหาสาเหตุกันต่อไปว่า เป็นเพียงเพราะไม่มีพระสงฆ์จำพรรษาจริงหรือคนในชุมชนย้ายออกจากพื้นที่ คนเสื่อมศรัทธาในศาสนาพุทธ หรือในช่วงเวลาหนึ่ง จำนวนวัดนั้นมีมากเกินจำเป็นไปจริงๆ

พุทธพาณิชย์อาจเป็นทางออก
หากเสนอให้ตัดธุรกิจที่ผูกติดกับวัดอย่างโรงพยาบาลหรือโรงเรียนต่างๆ แล้ว วัดไทยจะอยู่ได้อย่างไร คงต้องเล่าคล้ายในซีซันแรกที่ตั้งคำถามถึงพุทธพาณิชย์ในไทยว่า คนไทยเราจะ ‘แกล้ง’ หลับตาข้างหนึ่งว่าวัดต่างๆ ไม่ได้ตั้งใจทำพระเครื่องหรือเครื่องบูชาออกมาเพื่อหารายได้จุนเจือวัดไปทำไมกัน
ความเหนียมอาย พูดได้ไม่เต็มปากเหล่านี้ตลกเสียยิ่งกว่าการตั้งใจพัฒนาให้เครื่องรางหรือการซื้อศรัทธาเป็นเรื่องจริงจัง เพราะเราต่างรู้กันดีว่าการบูชาสิ่งของต่างๆ และวัฒนธรรมการบริจาคที่คนไทยคลั่งไคล้และเชื่อว่าทำแล้วได้บุญนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้วัดอยู่รอดได้
ถามว่าผิดไหม ก็คงแล้วแต่คนมอง แค่ลองสังเกตประเทศอื่นๆ ว่าเขายกระดับการขายสินค้าเหล่านี้เป็นกิจของวัดกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นฮ่องกงที่คนไทยมักไปมู (เตลู) ธูปสูงเป็นเมตร หรือวัดในญี่ปุ่นที่มีแผนกขายเครื่องรางหรือพวกโอมาโมริ มีทั้งให้นำกลับบ้าน เขียนขอพรแล้วห้อยตามวัด หรือดารุมะ ก็ทำเป็นลักษณะการค้าจริงจังกันทั้งนั้น โดยไม่ต้องมานั่งน้ำท่วมปากกันว่า เป็นวัดแล้วขายของได้หรือไม่
ความยินดีซื้อ ยินดีขายตรงนี้ ดูแล้วยังไงก็เป็นธรรมและน่าจะตรวจสอบได้มากกว่าการขาย Phokens ใบอนุโมทนาบัตร หรือการทำบุญอื่นๆ ที่ทำแล้วอาจจะได้ความสบายใจแต่เงินเราหายไปไหนไม่มีใครทราบ
ที่จริงแล้วประเด็นเรื่องวัดและการดิ้นรนเพื่ออยู่รอดของวัดนั้นมีอีกมากมายเป็นร้อยๆ เรื่อง แต่สุดท้ายแล้วคงอดไม่ได้ที่จะต้องมานั่งคิดกันให้ถี่ถ้วนว่า เราต้องการวัดเพื่ออะไร เราบริจาคเงินให้วัดทำไม และสิ่งก่อสร้างอันยิ่งใหญ่ไม่ว่าจะในวัด นอกวัด หรือที่มาจากเงินบริจาคของวัดนั้นมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน
ไม่เช่นนั้นแล้ว พุทธพาณิชย์แบบแกล้งๆ สร้างสถานที่ทั้งโรงพยาบาล โรงพัก โรงเรียนขึ้นมา แต่กลับปฏิเสธการทำธุรกิจที่ดูตรวจสอบได้ และประเด็นดำมืดอื่นๆ ก็จะถูกสะท้อนออกมาผ่านซีรีส์ ‘สาธุ’ จนสร้างได้อีก 100 ซีซัน
อนุโมทนา สาธุ
Sources :
Facebook : Watsaman Rattanaram | bit.ly/4iUWvYL
ผู้จัดการออนไลน์ | bit.ly/48rdMFl
มติชน | bit.ly/4oKm93U