แอร์กี่หนีเที่ยว : เลห์ ลาดักห์

รู้จักกันไม่เท่าไหร่ก็จะพาคุณผู้อ่านหนีเที่ยวเสียแล้ว
ฉบับที่ 2 นี้ กี่จังหวะดีได้มีโอกาสจับทริปไปเยือนเมือง เลห์ ลาดักห์

เมืองเลห์นั้น แท้จริงแล้วก็คือเมืองหลวงของแคว้นลาดักห์ เขตแคชเมียร์ ประเทศอินเดีย

แต่ถึงจะเป็นเมืองเมืองหนึ่งของอินเดีย แต่กลับได้รับวัฒนธรรมส่วนใหญ่ มาจากทิเบต จึงได้อีกชื่อเรียกหนึ่งว่า
“Little Tibet” (โอ๊ย…ยิ่งสร้างเสน่ห์ให้กับเมืองนี้ขึ้นไปอี๊กกกก)

เสน่ห์จริงๆ อีกอย่างที่ดึงดูดผู้ คนจากทุกที่ทั่วโลกให้มาผจญภัยที่เมืองนี้ก็คือ สภาพภูมิประเทศที่แสนจะงดงาม ล้อมรอบด้วยภูเขาสูงตระหง่านละลานตาไปหมด หลายคนอาจพึมพำว่าโห่ภูเขา บ้านเราก็มี เยอะไปก็น่าเบื่อ แต่ช้าก่อนพี่น้อง ขอบอกว่าภูเขาบ้านเค้านี่มันคนละเรื่องกันเลยจริงๆ พี่กี่ไปมา 5 วัน ไม่เคยเบื่อจะมองวิวเลยสักวัน

เราเดินทางมากับไฟลท์ TG331 จุดหมายปลายทางคือ มหานครเดลี (Delhi) ประเทศอินเดีย เครื่องออกจากกรุงเทพฯ ประมาณ 5 ทุ่มกว่าๆ และแลนด์อย่างอิ่มท้องและปลอดภัยตอนประมาณตี 2 กว่าๆ ตามเวลาของแดนภารตะ พวกเรารอรับกระเป๋าแล้วไปรวมตัวกันกับเพื่อคนอื่นๆ ที่ gate 5 เพื่อรอรถที่จะพาเราเที่ยวในเดลีทั้งวัน (โดยการเที่ยวเดลีนี้จะขอเล่าให้ฟังในครั้งหน้านะคะ ไม่อย่างนั้นยาวแย่เลย) และกลับมายังโรงแรมพักผ่อน เตรียมตัวพร้อมจะไปผจญความสวยงามที่เมืองเลห์ในเช้าตรู่วันถัดไป

 

*ทีมส่าหรีเรนเจอร์ของกี่เอง

เช้าวันที่ 2 ของการเดินทาง พวกเราพร้อมมากๆ แต่ละคนตาสะโหลสะเหล เดินหน้าจืดๆ แบกสัมภาระมาขึ้นเครื่องกัน ครั้งนี้เราเลือกใช้สายการบิน Jet Airways ค่ะ ใช้เวลาในการเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงได้ (ได้โอกาสที่กี่จะดูเพื่อนร่วมสายงานปฏิบัติหน้าที่โชว์แล้ว)

*นี่คือโฉมหน้าทีมงานของกี่เอง 

ในช่วงเวลาสั้นๆ เค้ามีเสริฟอาหารด้วยนะคะ แต่กี่เผลอหลับตานานไปหน่อย ลืมตามาอีกทีเค้าก็ถึง service สุดท้ายแล้ว คือเก็บถาดน่ะเอง โท่…..เศร้าเลย… แต่ไม่เป็นไรค่ะ เหลือบมองไปข้างนอกหน้าต่างเจอวิวที่เรียกว่ากระชากทุกความสนใจของกี่ไปหมดเลยก็ว่าได้ งานนี้กี่เลยลืมหิวไปเลยค่ะ 🙂

*เอาน่า อดทนกับฝีมือการถ่ายรูปของกี่ หน่อย ของจริงเค้าสวยมาก

พอเครื่องจอดเท้าแตะพื้นปุ๊บ อากาศก็หนาวแทรกมาตามลำตัวทันที ถึงแม้จะมีแดดแผดเผาเราอยู่ข้างบนอันใกล้ก็เถิด ช่างแตกต่างกับตัวเมืองเมื่อวานยิ่งนัก ร่างกายมีอาการจะสุกตลอดเวลากั นเลย

และถึงจะยังปรับสภาพร่างกายกันได้ไม่มากนักแต่เราก็พร้อมเหลือเกินที่จะออกสำรวจเมืองน่ารักและเงียบสงบแห่งนี้แต่ก่อนอื่นเลยเราต้องผ่านสนามบินออกไปให้ได้กันเสียก่อน (ก็ไม่มีอะไรยากหรอกค่ะ กรอกใบเข้าเมือง รับกระเป๋า แล้วยื่นให้เจ้าหน้าที่ ทำตัวดีๆ แล้วก็เดินออกมางามๆ แต่ใช่ว่าเขาจะง่ายไปเสี ยหมดนะคะ เพราะถึงเป็นเพียงสนามบินเล็กๆ แต่มีกฏเกณฑ์ค่อนข้างเยอะอยู่สักหน่อย (จะเห็นได้ชัดจากตอนขาออก) เพราะเค้าอยู่ใกล้พรมแดนปากีสถาน เราจะเห็นทหารยืนกันเต็มไปหมด ไม่ใช่แค่ที่สนามบิน แต่เกือบทุกที่ในเมืองเลห์เลยที เดียว ฉะนั้นหากใครที่ต้องการมาเสพความงามที่นี่แล้วล่ะก็ เวลาทำวีซ่าเข้าประเทศอินเดีย อย่าลืมเลือกประเภทวีซ่าเป็น Double (สำหรับ E-Visa ซึ่งราคาถูกกว่ามากและไม่ต้องไปถึงที่ทำวีซ่าให้เสียเวลา แต่จะได้แค่ประมาณ 3 เดือน) หรือ Multiple (สำหรับคนที่ไปยื่นเรื่องทำวีซ่าปรกติ ซึ่งราคาจะสูงกว่า แต่จะได้วีซ่าอายุประมาณ 1 ปีค่ะ) ไม่อย่างนั้นอาจไปไม่ถึงเลห์น้า

‘เลห์ ลาดักห์ ที่รัก’

*ตลอดเส้นทางที่ผ่าน ไม่มีช่วงไหนเลยที่เราจะไม่ ยกกล้องหรือมือถือขึ้นมาถ่าย

วันแรกพวกเราไม่ได้ทำอะไรมากเนื่ องจากที่ตั้งของเมืองนั้นอยู่สู งเหนือระดับน้ำทะเลถึง 12,000 ฟุต และนั่นมีผล อย่างมากกับคนข้ างล่างอย่างเราๆ คุณขา อากาศที่นั่นช่างเบาบางเหลือเกิน จะขยับตัวทีได้มีเหนื่อย แค่ยักคิ้วยังหอบ โอ๊ย เดี๋ยวจะหาว่ากี่เว่อร์ (อ่ะ เวอร์นิดหน่อยก็ด้ะ แต่ที่แน่ๆ เราจะรู้สึกได้ชัดเจนตอนถ่ายรูปค่ะ ทั้งมือกล้อง ทั้งนางแบบ จะพากันวูบไปหมด ก็แหมพอจะถ่ายรูปเมื่อไหร่ จะเผลอตัวเผลอใจกลั้นลมปราณกัน พอถ่ายเสร็จจะสูดหายใจตามปรกติ ตอนนี้ล่ะค่ะ เหมือนปลาขาดน้ำพะงาบๆ กันเป็นแถว เพราะอากาศที่สูดเข้ามานั้นมันเบาบางมาก บวกกับเรากลั้นหายใจ อากาศในปอดก็ไม่เหลืออยู่แล้ว)

พี่ไกด์พาเรามาถึงโรงแรมในตัวเมืองเลห์ เราพักกันที่ Lingzi Hotel ค่ะ ก่อนจะเแยกย้ายขึ้นห้องหรือตะลุมบอลขอ Password Wi-fi จากพี่ Front พี่ไกด์ก็เรียกพวกเรามาบรีฟสั้นๆ ว่าแพลนการเดินทางจะเป็นอย่างไร วันไหนไปที่ไหนบ้าง และเราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง พี่ไกด์บอกว่า บางวันเราควรติดถังอ๊อกซิ เจนไปด้วยเพราะที่ๆ จะไปจะอยู่สูงขึ้นไปอีกมาก และหลายคนจะเจอปัญหากับความสูงนี้ ส่งผลให้มีอาการปวดหัว หายใจเหนื่อยหอบแม้จะไม่ได้ขยับร่างกายใดๆ เดินเซ อาเจียน เป็นเพราะเราขาดออกซิเจนในเลือดมากเกินไปค่ะ การจิบน้ำบ่อยๆ นั้นช่วยได้มากค่ะ และถ้าไม่ได้เป็นหนัก ถังอ๊อกซิเจนที่พกไปนี่มี ประโยชน์นักแล แต่แค่คนละฟืด 2 ฟืดก็พอนะคะ และห้ามดมเล่นเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นร่างกายเราก็จะงงอีกว่า เอ๊ะ เมื่อกี๊ออกซิเจนยังเยอะๆ อยู่เลยตอนนี้ หายไปไหนหมด คราวนี้ล่ะค่ะ กระบวนการในร่างกายก็จะเริ่มปรับนู่นปรับนี่ตามความฉลาดของมัน ผลที่ได้คือสาหัสค่ะ

สุดท้ายถ้าใครกลัวจริงๆ ว่าจะมีอาการ ก็ทานยากันไว้ก่อนได้ค่ะ ยาตัวนี้ชื่อ Diamox มีหลายขนาน ซึ่งจะต้องเริ่มทานก่อนแต่เนิ่นๆ ยาตัวนี้มีไว้เพื่อกันไม่ใช่เพื่อแก้นะคะ คือถ้าเรามีอาการ ทานยาตัวนี้ไปก็แทบจะไม่ช่วยอะไร แต่ก็มีข้อเสียอยู่เหมือนกัน คือมันมีผลข้างเคียงค่ะ อาจมีปลายประสาทชา ลิ้นชา ผื่นขึ้น ปัสสาวะบ่อย แน่นหน้าอก ฯลฯ (อย่างไรก็ดี แนะนำให้ลองศึกษาโดยละเอียดเองก่อนนะคะ)

จากนั้นพี่ไกด์บอกให้พวกเราขึ้นไปพักผ่อน พักผ่อนที่ว่าคือการนอนให้หลับ ห้ามเล่นมือถือ ห้ามทำนู่นทำนี่ เพราะการพักนั้นสำคัญมาก ถ้าเราพักไม่พอ ก็อาจทรมานไปทั้งวันได้ค่ะ

เราได้นอนอยู่ประมาณ 3 ชั่วโมง ก็ถึงเวลานัดเพื่อออกเที่ยวกันแล้วค่ะ อูยยย ตื่นเต้นมากกกกกก ก.ไก่ ล้านตัว ว่าแต่กี่จะพาไปเที่ยวที่ไหน ติดตามกันได้ตอนหน้านะคะ รับรองไม่มีผิดหวัง


Writer