NEIGHBORHOOD

ย่ำต๊อก ‘เฟื่องนคร’ ส่องร่องรอยถนนรุ่นแรกของสยาม อดีตย่านเจ้าขุนมูลนายที่อู้ฟู่สุดๆ

“เจริญกรุง บำรุงเมือง เฟื่องนคร” 3 ถนนรุ่นแรกของสยาม ที่นับวัน ‘เจริญกรุง-บำรุงเมือง’ ยังคงเป็นถนนที่คึกคักของเมืองมาจนถึงปัจจุบัน แต่ ‘เฟื่องนคร’ กลับกลายเป็นถนนเส้นเล็กๆ ไม่พลุกพล่าน ที่ถูกหั่นจนเหลือไม่ถึง 500 เมตร ซึ่งถ้าลองไล่ถามดู ก็คงมีร้องเอ๊ะกันบ้างแหละว่า ถนนเส้นนี้มันอยู่ส่วนไหนของกรุงเทพฯ ทั้งที่แต่ก่อน เฟื่องนครถือเป็นย่านของเจ้าขุนมูลนาย ฝรั่งมังค่าแห่แหนแวะเวียนมาไม่ซ้ำหน้า แถมยังมีคาเฟ่แห่งแรกเกิดขึ้น ณ ที่แห่งนี้ด้วย

แม้ว่าเฟื่องนครวันนี้จะไม่หวือหวา ไม่คึกคัก และไม่วาไรตี้ แต่บรรยากาศเหล่านี้ดึงดูดให้เราแวะมาเยี่ยมเฟื่องนครอีกครั้ง มาดูร่องรอยที่เหลืออยู่ของย่านซึ่งเปลี่ยนผ่านมาครบทุกรสชาติ และเปิดชีวิตคนของย่านที่หล่อเลี้ยงเฟื่องนครให้มีลมหายใจมาจนถึงวินาทีนี้


‘ถนนเฟื่องนคร’ เป็นถนนรุ่นแรกที่ใช้การสร้างแบบยุโรป และใช้ภาษีของคนจีนในสยามมาสร้าง โดยเกิดมาพร้อมกับถนนเจริญกรุงและบำรุงเมือง ซึ่งรัชกาลที่ 4 ทรงให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2407 เพื่อให้บ้านเมืองทัดเทียมนานาอารยประเทศ นั่นแปลว่าเราคงไม่ต้องเดาความหมายของชื่อให้เสียเวลา เพราะทั้งเจริญกรุง บำรุงเมือง และเฟื่องนครนั้นมีความหมายเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองทั้งสิ้น ทำให้ชาวสยามได้เดินทางบนถนนหนทางที่ทันสมัยและสะดวกสบายนับแต่นั้นมา

อาคารบ้านเรือนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสร้างถนน จึงมักเป็นตึกฝรั่งที่ดูน่าตื่นตาตื่นใจในตอนนั้น ซึ่งเฟื่องนครเป็นถนนที่อยู่ใกล้รั้วใกล้วัง และอยู่ติดวัดราชบพิธฯ ทำให้พื้นที่แห่งนี้เป็นย่านของเจ้าขุนมูลนาย ตึกแถวส่วนใหญ่ก็เป็นห้างฝรั่งที่วางขายสินค้าคุณภาพ

ตึกฝรั่งขายเพชรพลอย

เบื้องหน้าของเราคือตึก Johny’s Gems ห้างขายจิวเวลรี่เก่าแก่ที่สืบทอดธุรกิจต่อกันมาหลายชั่วอายุคน ในอดีตเคยเป็น ‘ห้างสิทธิภัณฑ์’ ห้างสรรพสินค้าสุดหรูหราในยุค รัชกาลที่ 5 จำหน่ายข้าวของเครื่องใช้ เพชรพลอย และของตกแต่งบ้าน ต่อมาได้กลายเป็น ‘ห้างบัตเล่อร แอนด์ เว็บสเตอร์’ ซึ่งจำหน่ายรถยนต์ เครื่องยนต์ และส่วนประกอบต่างๆ ของรถยนต์ทั้งใหม่เก่าหลายยี่ห้อ ก่อนจะตกทอดมาถึง Johny’s Gems จนถึงทุกวันนี้

เราผลักประตูทรงโบราณเข้าไปภายในห้างขายจิวเวลรี่ ‘เฮียสามารถ ซื่อเพียรธรรม’ เจ้าของร้านต้อนรับเราอย่างเอ็นดูเหมือนลูกเหมือนหลาน พร้อมทักทายว่า “นานๆ จะมีเด็กรุ่นเราแวะเวียนมาที่นี่” พร้อมบอกกับเราว่าที่นี่เคยเป็นมาหลายอย่าง ตั้งแต่ห้างฝรั่งมาจนถึงธุรกิจของ Johny’s Gems

“ปี พ.ศ. 2503 เราเริ่มเปิดที่นี่ ผมก็เกิดที่นี่เลย คุณพ่อผมพูดภาษาอังกฤษได้ ร้านเราเลยเป็นร้านแรกๆ ที่ทำธุรกิจกับต่างชาติ ลูกค้าของเราส่วนมากเป็นต่างชาติ” จากที่เฮียสามารถเล่า เราก็ไม่แปลกใจที่ชาวต่างชาติจะรู้จักตึกฝรั่งแห่งนี้ และ Johny’s Gems มากกว่าคนไทย เพราะภายในร้านการันตีด้วยภาพคนดังมากมายที่เคยมาเหยียบห้างเพชรแห่งนี้ ตั้งแต่นักการทูต ประธานาธิบดี นักบินอวกาศ ดาราฝรั่ง คนที่เคยมาเมื่อหลายสิบปีก่อนก็ยังคงกลับมาอุดหนุนที่นี่อยู่

“สมัยก่อนเฟื่องนครจะเป็นทางรถราง ผมเกิดมาก็ยังทันได้นั่งรถรางนะ แต่ตอนนี้เขาถมถนนไปหลายรอบ (หัวเราะ) ไม่มีให้เห็นแล้ว” เฮียสามารถเล่า

แม้ร่องรอยของรถรางจะถูกถนนยุคใหม่ถมแล้วถมอีกจนไม่เหลือให้เห็น แต่บริเวณฟุตพาทแถวตึกฝรั่งแห่งนี้ยังมีร่องรอยของฟุตพาทออริจินัลในช่วงเริ่มสร้าง ซึ่งเฮียสามารถก็พาเราเดินไปดูให้เห็นเป็นบุญตา เราอดคิดในใจไม่ได้เลยว่า “ถ้าไม่สังเกตก็คงมองไม่ออกแน่นอน”

ห้องตัดเสื้อหนึ่งเดียวของย่าน

ในตึกแถวเดียวกัน เราสะดุดตากับ ‘ห้องเสื้ออัษฎางค์’ ที่ทั้งป้ายชื่อร้านและการตกแต่งนั้นก็รู้ทันทีว่าที่นี่ต้องมีเรื่องราว จากโรงเรียนสอนตัดเสื้อที่อยู่คู่สะพานมอญมากว่า 40 ปี เมื่อหมดสัญญาจึงย้ายมาเปิดห้องเสื้ออัษฎางค์ และอยู่คู่ย่านเฟื่องนครมากว่า 20 ปีแล้ว

“เราเป็นตัวจริงเรื่องเสื้อผ้า แต่ก่อนดาราและคนคังที่มาดูมหรสพแถวนี้ก็จะแวะมาตัดเสื้อ” พี่แสน–ธนพล พรหมแสนยากร ยิ้มและบอกกับเราตั้งแต่เราก้าวเท้าเข้าไปในห้องเสื้อแห่งนี้ ก่อนจะเล่าต่อว่าที่นี่ออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้ามาตั้งแต่ยุคของนางสาวไทยสมัยประกวดในวังสราญรมย์ เราอดนึกในใจไม่ได้ว่า ในช่วงเวลาหนึ่งของเฟื่องนคร ที่นี่คงมีสีสันมากๆ แน่นอน เพียงแต่วันนี้มันอาจจะไม่ใช่แบบนั้นแล้ว

บนผนังประตูของห้องเสื้ออัษฎางค์มีรูปย่านเฟื่องนครในอดีตติดไว้ จากที่เราเสิร์ชหาภาพในอดีตของย่านแทบไม่เจอในอินเทอร์เน็ต พอได้มาเห็นรูปนี้ก็ชวนให้รู้สึกร่วมไปกับบรรยากาศของยุคนั้นได้แบบไม่ต้องจินตนาการ

เราหาข้อมูลมาว่า “ยุคหนึ่งของเฟื่องนครเป็นยุคของโรงพิมพ์” คงเพราะใกล้สถานที่ราชการ กระทรวงต่างๆ รวมไปถึงโรงเรียนชั้นนำ จึงไม่แปลกใจที่ย่านนี้จะเคยมีโรงพิมพ์มากมายเรียงกันเป็นตับ ซึ่งในวันนี้ กลิ่นกระดาษและสัมผัสของหนังสือจากโรงพิมพ์ได้ถูกเปลี่ยนบทบาทกลายเป็นร้านหนังสืออิสระเล็กๆ เพียงไม่กี่ร้าน แต่มันก็ทำให้ย่านเก่ากระชุ่มกระชวยได้ไม่น้อย

และคงเป็นเพราะเฟื่องนครอยู่ติดกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ที่หลายคนมักจะแวะเวียนมากราบไหว้พระพุทธอังคีรส ทำให้ย่านที่ไม่พลุกพล่านแห่งนี้ได้พลพลอยจากผู้คนที่ชอบเที่ยววัดวา จนเฟื่องนครมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง

ร้านขายซอสพริกศรีราชาที่เกิดมาพร้อมกับประชาธิปไตย

ในตึกแถวอายุไม่น้อย มีป้ายชื่อร้านติดว่า ‘หัตถกรรมมาคาร’ เราสังเกตเห็นโลโก้ ‘ซอสพริกศรีราชาตราเหรียญทอง’ อยู่ไกลๆ เราไม่ลังเลที่จะเดินเข้าไปทักทายและพูดคุยกับ ‘คุณตาลคุฑ สุวรรณประสพ’ เจ้าของร้านทายาทรุ่นสองวัย 83 ปี ที่บอกกับเราว่า “ร้านนี้อยู่คู่เฟื่องนครมากว่า 80 ปีแล้ว”

สำหรับยี่ห้อซอสพริกศรีราชาตราเหรียญทอง คุณตาเล่าให้ฟังว่าได้ชื่อนี้มาจากการได้รับรางวัลเหรียญทองในงานฉลองรัฐธรรมนูญ เมื่อปี พ.ศ. 2475 ในยุคนั้นที่รัฐบาลสนับสนุนสินค้าไทย ซึ่งทำเอาหลายคนติดอกติดใจในรสชาติซอสพริกของคุณแม่ผู้เป็นคนศรีราชา จ.ชลบุรี

ทุกวันนี้ซอสพริกศรีราชาตราเหรียญทองยังคงทุกอย่างดั้งเดิมไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่การต้มซอสและใช้ฉลากแปะด้วยกาวแป้งเปียกด้วยมือแผ่นต่อแผ่น เป็นอีกหนึ่งงานคราฟต์ที่เราไม่คิดเลยว่าจะได้เห็นบนถนนเล็กๆ เส้นนี้ และก่อนจะยกมือสวัสดีกล่าวลา คุณตายังฝากซอสพริกตราเหรียญทองให้เรากลับไปลองชิมที่บ้านอีกด้วย

เฟื่องนคร คาเฟ่แห่งแรกของสยาม

จากที่เราบอกไปว่าเฟื่องนครเป็นย่านของฝรั่ง ทำให้ในปี พ.ศ. 2460 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง มีฝรั่งชาวอเมริกันชื่อนายมีสโคล์ เข้ามาเช่าที่ทางบริเวณ ‘สี่กั๊กพระยาศรี’ เพื่อเปิดคาเฟ่ชื่อ ‘Red Cross Tea Room’ ซึ่งการตั้งชื่อ Red Cross ที่มีความหมายว่า ‘กาชาด’ นั้น ก็เพราะกำไรจากการขายกาแฟ นายมีสโคล์จะส่งต่อให้สภากาชาดฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อใช้ประโยชน์ต่อ เรียกได้ว่าเป็นการดื่มกาแฟช่วยชาตินั่นเอง

ปัจจุบัน Red Cross Tea Room เหลือเพียงแต่ชื่อ แต่ถูกจำลองบรรยากาศไว้ที่ร้านเพลินวานพาณิชย์ ในซอยทองหล่อ 13 ที่ให้บริการเครื่องดื่มประเภทกาแฟและอาหารไม่ต่างจากครั้งอดีต

Simiao Kafei ร้านกาแฟข้างวัด

แม้คาเฟ่แห่งแรกจะเป็นสถานที่ที่คนมีสตางค์จะได้ลิ้มรสเท่านั้น แต่ปัจจุบันใครก็สามารถเปิดร้านและเข้าถึงกาแฟได้ ดังเช่นวันนี้ที่เราแวะมาที่ ‘Simiao Kafei’ ร้านกาแฟที่รีโนเวตตึกเก่าให้เป็นคาเฟ่ที่ให้บรรยากาศจีนๆ เพราะในยุคหนึ่งเฟื่องนครมีชาวจีนเข้ามาจับจองพื้นที่ และอยู่อาศัยกลมกลืนกันไปกับคนไทย

‘พี่วิทยา ตั่งธนาพร’ หนึ่งในเจ้าของร้านผู้เป็นเด็กในย่านนี้มาตั้งแต่ลืมตาดูโลก เล่าให้เราฟังว่าตึกเก่าคูหานี้ก็คือบ้านของเขา เมื่อไม่มีคนใช้ประโยชน์อะไร เขากับเพื่อนจึงทำให้มันมีคุณค่าขึ้นมาด้วยการเปิดเป็นคาเฟ่ ซึ่งกาแฟก็เป็นความชื่นชอบของเจ้าของทุกคนเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

“ตอนเด็กเราก็ไม่รู้ว่าตึกพวกนี้มีเรื่องราว แต่พอโตมาถึงรู้ว่าตึกพวกนี้มันสร้างก่อนที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายเรื่องโฉนดที่ดินซะอีก” พี่วิทยาเล่า

โดยการเกิดขึ้นของ Simiao Kafei ก็ทำให้เฟื่องนครคึกครื้นขึ้นมาได้ไม่น้อย เพราะเรื่องของคาเฟ่ ขนม กาแฟ หรือการตกแต่งที่โดนใจคนรุ่นเก่ารุ่นใหม่ เรียกได้ว่าชวนให้ใครๆ ต่างก็อยากแวะมาเยือนย่านเก่าแห่งนี้ดูสักครั้ง ซึ่งเราก็ไม่พลาดสั่งเครื่องดื่มมาจิบให้ชื่นใจ และดื่มด่ำกับบรรยากาศของคาเฟ่รีโนเวต ก่อนจะหมดเวลาสำหรับการออกสำรวจร่องรอยของเฟื่องนครในวันนี้

เราไม่ได้คาดหวังว่าจะเห็นความเฟื่องฟู หรูหราโอ่อ่า หรือวาไรตี้ของถนนเล็กๆ ที่เคยได้ชื่อว่าทันสมัยที่สุด เพราะการใช้ชีวิตของผู้คนใน ‘เฟื่องนคร’ คงไม่แตกต่างจากย่านเก่าอื่นๆ ที่กิจการห้างร้านใหม่เก่าต่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป

แต่สิ่งที่เราสัมผัสได้จากการมาเยือนย่านแห่งนี้ คือร่องรอยในอดีตที่ผ่านการคิดมาแล้ว อย่างสถาปัตยกรรมตึกทรงฝรั่งที่มองกี่ทีก็ชวนให้รู้สึกดีไม่น้อย และที่สำคัญคือบรรยากาศของทุกชีวิตในย่าน ที่ต่างขับเคลื่อนให้เฟื่องนครมีลมหายใจและเติบโตต่อไป

Contributor

ปณัยกร วรศิลป์มนตรี

Writer

อดีตนักเรียนวารสารฯ ฝันอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญให้ได้สักเรื่อง ปัจจุบันเป็นนักไปเรื่อยผู้มีกาแฟ เบียร์ และความบันเทิงเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีของชีวิต